งานเทศกาลปีใหม่ชาวไทยภูเขา

จัดขึ้นทุกปีบนดอยที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ ที่นิยมไปกันคือ บนดอยมูเซอ ที่อยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก ทั้งเผ่ามูเซอดำ ม้ง และลีซอ ส่วนใหญ่จัดในเดือน ม.ค.-ก.พ. แต่ละเผ่าจะจัดงานไม่พร้อมกัน แต่ในช่วงที่มีงานปีใหม่ของชาวมากที่สุด คือช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนระยะเวลาของงานจะขึ้นอยู่กับผลผลิตที่ได้ในปีที่แล้ว ถ้าผลผลิตดีก็จะมีงานหลายวัน แต่ถ้าผลผลิตไม่ดีนักเวลาของงานก็จะลดลงเหลือเพียงสามวัน

ชาวมูเซอดำจะจัดพิธี “กินวอ” ซึ่งจะมีกาฆ่าหมูเลี้ยงผีทุกวันจนกว่างานจะเลิก ทุกคนจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ มีกาจุดประทัด ยิงปืนแก๊ป เป่าแคน และดีดซึง เพื่อต้อนรับคนต่างถิ่น มีการผลัดกับการเต้นรำตลอดเวลา ในวงเต้นรำที่เรียกว่า “จะคึ” ส่วนงานวันขึ้นปีใหม่ของชาวลีซอก็มีการเซ่นไหว้บรรดาผีต่าง ๆ และตอนบ่ายมีพิธีเต้นรำไปตลอดวันตลอดคืนเช่นกัน

งานประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า

culture_14

จัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ และ 15 ค่ำเดือน 9 ของภาคเหนือหรือเดือน 7 ของภาคกลาง (ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน) จัดขึ้น เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระบรมธาตุ อ.บ้านตาก ทางวัดจะจัดให้มีพิธีสมโภช และสักการะพระบรมธาตุ

culture_15

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก

งานประเพณีลอยกระทงสายฯ : การประกวดกระทงสาย

การแข่งขันการปล่อยกระทงสายของแต่ละชุมชน เพื่อชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะเริ่มจากการปล่อยกระทงนำ ตามด้วยกระทงตาม และกระทงปิดท้าย ผู้ลอยจะต้องใช้ความสามารถในการลอยเพื่อให้กระทงไหลตามลำน้ำอย่างต่อเนื่องไปตามสายน้ำ ซึ่งทำให้เห็นเป็นแนวยาวสุดสายตา และในระหว่างที่ปล่อยกระทงนั้น จะมีฝ่ายเชียร์ซึ่งจะตั้งกองเชียร์อยู่บนริมฝั่งแม่น้ำ ส่งเสียงเชียร์ ตีฆ้องกลอง ร้องเพลงร่ายรำกันเป็นที่สนุกสนาน

หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินการแข่งขันลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง

กระทงนำ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1) จะต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร และไม่เกิน 3.00 เมตร
2) ประดิษฐ์ให้สวยงามตามวัฒนธรรมไทย
3) ในกระทงประกอบด้วย ผ้าสบง หมากพลู เมี่ยง เครื่องกระยาบวช ของกินของทาน ดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ

culture_06

การปล่อยกระทงนำ

กระทงตาม มีหลักเกณฑ์ ดังนี้

1) จะต้องมีจำนวนกระทงตาม (กะลามะพร้าว) 1,000 กระทง

2) วัสดุที่ทำให้เกิดแสงสว่าง ใช้ด้ายหรือเชือกฟั่นเป็นรูปตีนกา ทำเป็นไส้ หล่อด้วยเทียนไขหรือขี้ผึ้ง

culture_09

กระทงตาม

กระทงปิดท้าย มีหลักเกณฑ์ ดังนี้

1) จะต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ไม่ต่ำกว่า 0.50 เมตร

2) ประดิษฐ์ให้สวยงามตามวัฒนธรรมไทย

3) มีสัญลักษณ์ให้ทราบว่าได้สิ้นสุดการลอยแล้ว

culture_10

การเตรียมปล่อยกระทงปิดท้าย

การปล่อยกระทงสาย (สภาพการลอย) มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1) มีสมาชิกลงไปช่วยทีมละไม่เกิน 20 คน
2) แต่งการในลักษณะอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเหมือนกันทั้งทีม
3) ให้ลงอยู่ในน้ำได้ ในระยะที่ห่างจากท่าปล่อยไม่เกิน 10 เมตร
4) ใช้เวลาปล่อยไม่เกิน 30 นาที (เริ่มจับเวลาตั้งแต่ปล่อยกระทงนำ จนถึง กระทงปิดท้าย)
5) สายของกระทงต้องมี แสงสว่าง คงทน และเป็นสายยาวต่อเนื่อง

culture_07

การจุดกระทงตาม

culture_08

การปล่อยกระทงตาม

การเชียร์ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1) กองเชียร์ของทีมที่กำลังปล่อย ขึ้นไปแสดงบนเวทีกลางน้ำ โดยใช้เวลาแสดง 30 นาที (เริ่มแสดงพร้อมกับการปล่อยกระทง)
2) มีผู้แสดงจำนวน ไม่น้อยกว่า 80 คน
3) การแต่งกายแสดงออกถึงวัฒนธรรมและประเพณีไทย
4) เพลงที่นำมาร้องเป็นเพลงที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมประเพณีไทย มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับประเพณีไทย
5) เครื่องดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีไทย
6) ให้ใช้กะลาเป็นส่วนประกอบของการแสดง อย่างน้อย 1 ชุด

culture_13

การรำประกอบการปล่อยกระทงสาย

culture_11

การร้องเพลงประกอบการปล่อยกระทงสาย

culture_12

การเล่นดนตรีประกอบการปล่อยกระทงสาย

ขบวนแห่ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1) ให้นำ กระทงนำ กระทงตาม และกระทงปิดท้าย มาร่วมขบวนแห่ทุกขบวนเพื่อทำการประกวด
2) มีผู้ร่วมขบวนแห่จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน แต่ไม่เกิน 150 คน แต่งกายในลักษณะส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย
3) รถที่เข้าร่วมขบวนแห่ใช้รถยนต์หรือล้อเลื่อนอื่นๆ รวมแล้วไม่เกิน 5 คัน พร้อมตกแต่งให้สวยงามทุกคัน
4) ต้องมี ธิดากระทงสาย ร่วมมาในขบวนแห่ด้วย
5) ขบวนที่มีการแสดงให้แสดงในลักษณะเคลื่อนที่ เพื่อขบวนจะได้เคลื่อนไปโดยไม่ขาดตอน

ธิดากระทงสาย มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1) จัดประกวดธิดากระทงสายบนเวทีกลางลำน้ำปิง
2) เป็นหญิงสาวอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี แต่ไม่เกิน 25 ปี
3) การแต่งกายให้แต่งกายชุดไทย

การประกวดตกแต่งกระทงสายหน้าหน่วยงานหรือองค์กร มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1) กระทงสายจะต้องประกอบด้วย กระทงนำ กระทงตาม และกระทงปิดท้าย
2) ประดับตกแต่งไว้บริเวณหน้าหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ หรือในบริเวณที่เหมาะสม

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก


งานประเพณีลอยกระทงสายฯ : ประวัติกระทงสาย

ประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง ถือเป็น ประเพณีของชาวเมืองตากที่นำวิถีชีวิตของบรรพชนมาผสมผสานเข้ากับความเชื่อ และหลักศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ปลูกฝังและถ่ายทอดมาสู่จิตสำนึกของลูกหลานไทยมาแต่บรรพกาล ก่อให้เกิดประเพณีที่ร้อยรักรวมใจของคนเมืองตากให้เป็นหนึ่งเดียว

ในอดีต ชาวเมืองตากจะมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิง วิถีชีวิตของชาวตากจึงมีความผูกพันกับสายน้ำที่เปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองตากมานานหลายชั่วอายุคน จากความกตัญญูรู้คุณต่อสายน้ำ ก่อให้เกิดประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญู ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองชาวเมืองตากได้จัดให้มีการลอยกระทงขึ้น ประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้านในการดำเนินกิจกรรม อันเป็นความเชื่อในการจัดทำกระทงนำไปลอย เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัยให้พ้นไปจากตนเอง และขอขมาที่ได้อาศัยแม่น้ำและทิ้งของเสีย ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำปิง โดยใช้โอกาสนี้ในการพบปะพูดคุย จัดกิจกรรมรื่นเริงภายในหมู่บ้านอีกด้วย

เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ชาวเมืองตากทุกครัวเรือนจะนำด้ายดิบ (ด้ายที่ปั่นมาจากฝ้าย) มาฟั้น ด้วยแต่ละเส้น จะประกอบด้วยด้ายเส้นเล็กๆ จำนวน 9 เส้น จากนั้นจะนำด้านที่ฟั้นเสร็จแล้วมาวัดตามความยาวของแขนที่กางออกทั้งสองข้างของสมาชิกภายในบ้านทุกคน เรียกว่า วัดวา แล้วเด็ดออก ด้ายแต่ละเส้นจึงมีความยาวไม่เท่ากันแล้วแต่ว่าผู้วัดจะมีความยาวของแขนเท่าไร จากนั้น นำด้ายที่วัดวาแล้วมาวัดที่ศรีษะของผู้เป็นเจ้าของด้ายเส้นนั้น เมื่อวัดรอบศรีษะได้เท่าใดก็ให้เด็ดออก จากนั้นนำด้ายที่วัดรอบศรีษะที่เด็ดออกมามัดต่อเข้ากับด้ายเส้นเดิม การกระทำเช่นนี้เป็นความเชื่อของผู้เท่าผู้แก่ ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับตนเอง ด้ายฟั่นที่เหลือจากการวัดวาก็จะนำมาทำฟั่นให้เป็นรูปตีนกา มีจำนวนเท่ากับสมาชิกในครอบครัว หรือมากกว่านั้นก็ได้ตามแต่ศรัทธา ต่อจากนั้นจึงนำด้ายทุกเส้นและตีนกา มาแช่ในน้ำมะพร้าว การทำตีนกาเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า แสงไฟจากตีนกาจะเป็นการบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ตามตำนวนเล่าว่า มีเณรน้อยผู้ชอบเที่ยวซุกซนองค์หนึ่ง มีนิสัยชอบล่าสัตว์ ยิงนก ตกปลาอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งได้ยิงไก่, วัว, เต่า และพญานาคตาย แต่ก่อนสัตว์เหล่านั้นจะตายเณรน้อยได้เกิดสำนึกในบาปที่ตนได้ล่าสัตว์และทรมานสัตว์เหล่านั้น จึงได้อธิษฐานร่วมกับไก่, วัว, เต่า และพญานาคว่า ถ้าเกิดในชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน

ณ ริมฝั่งแม่น้ำ มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่งเป็นที่อยู่ของกาเผือกสองผัวเมีย ซึ่งได้ออกไข่มา 5 ฟอง อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กาเผือกสองผัวเมียออกไปหาอาหารได้เกิดท้องฟ้ามือครึ้ม มีลมพายุพัดอย่างแรง ทำให้ไข่กาเผือกทั้ง 5 ฟอง ลอยตกลงไปในแม่น้ำ แต่ไข่นั้นหาจมน้ำไม่ กลับลอยไปติดที่ชายหาดแห่งหนึ่งและไข่ทั้ง 5 ฟอง ก็แตกออกเป็นทารก 5 คน ทารกทั้ง 5 คนนั้น คือ เณรน้อย, ไก่, วัว, เต่า และพญานาค ที่กลับมาเกิดนั่นเอง ทารกทั้ง 5 คน ได้พากันอธิษฐานร่วมกันว่า ถ้าตนทั้ง 5 ได้เป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันก็ขอได้มีโอกาสพบพ่อแม่ด้วยเถิด ฝ่ายกาเผือกสองผัวเมียเมื่อตายลงก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ได้เข้าฝันทารกทั้ง 5 ว่า “หากเจ้าทั้ง 5 คน อยากเห็นหน้าและระลึกถึงพ่อแม่ ก็จงฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา แล้วลอยแม่น้ำคงคาไป” ทารกทั้ง 5 จึงทำตาม และต่อมาทั้ง 5 คน ได้บำเพ็ญตนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์

culture_01

การลอยกระทงสายของชาวเมืองตากทุกวันเพ็ญเดือนสิบสอง จึงมีการฟั้นด้ายเป็นรูปตีนกา เพื่อขอบูชาแม่กาเผือกของพระเจ้า 5 พระองค์ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้ ในเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านแต่ละครัวเรือก็จะนำด้ายวัดวา รวมทั้งตีนกาที่แช่น้ำมันมะพร้าว พร้อมด้วยกระทงที่จะนำไปลอยตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือนและดอกไม้ธูปเทียน ไปที่วัดภายในหมู่บ้าน เพื่อนำด้ายที่วัดวาไปพาดบนคานไม้ แล้วจุดไฟที่ด้ายของแต่ละคน ส่วนตีนกาที่เตรียมมาด้วยก็จะนำไปวางพบถ้วยดินเผา ซึ่งเรียกว่า “ถ้วยประทีป” นำน้ำมันมะพร้าวใส่ลงไป การใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงนั้น นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำสิ่งที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งน้ำมันมะพร้าวจะมีกลิ่นหอม มีควันน้อยเมื่อจุดไฟ การจุดไฟที่ด้ายและตีนกาถือเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า แสงไฟจะสร้างความสว่างไสวให้กับชีวิตของตนเอง นอกจากฟั้นด้ายและตีนกาแล้ว แต่ละครัวเรือนจะเตรียมทำกระทงเพื่อใช้ลอยขอขมาแม่พระคงคา ด้วยการนำกาบกล้วยหรือกาบพลับพลึงมาเย็บเป็นกระทง ใช้ธูปพันด้วยด้ายชุบน้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิง และมีการจัดแพ “ผ้าป่าน้ำ” ที่ทำด้วยต้นกล้วยตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และธงหลากสี ซึ่งตัดตกแต่งเป็นลวดลายอย่างงดงามจากกระดาษแก้ว ใส่หมากพลู บุหรี่ ขนม ผลไม้ และเศษสตางค์ เพื่อเป็นพุทธบูชา แม่พระคงคาในสายน้ำปิง เมื่อเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ชาวบ้านก็จะเริ่มร้องรำทำเพลงเป็นที่สนุกสนาน และไปร่วมลอยกระทงกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ หลังจากนั้นจะมีผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้นำในการกล่าวคำขอขมา และนำแพผ้าป่าน้ำ ลงลอย ต่อจากนั้นชาวบ้านก็จะนำกระทงที่เตรียมมาลงลอย ต่างคนก็ต่างปล่อยกระทงของตนเอง จากกระทงหนึ่งใบเป็นสอง สาม สี่ จำนวนกระทงจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สร้างสรรค์ความงดงามในลำน้ำผสมผสานกับเสียงร้องรำทำเพลง เสียงดนตรีของกลุ่มชาวบ้าน สร้างความคึกครื้นและความบันเทิงที่ไม่เหมือนที่แห่งใดในประเทศไทย นับเป็นบรรยายกาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ก่อเกิดความรัก ความสามัคคี และความศรัทธา

culture_02

ปัจจุบัน การลอยกระทงสายจะใช้กระทงกะลามะพร้าว แทนกระทงที่ทำจากกาบกล้วยและกาบพลับพลึง เนื่องจากการดำเนินชีวิตของชาวเมืองตากที่มีการทำไส้เมี่ยงเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน และเมี่ยงเป็นอาหารว่างที่คนเมืองตากนิยมรับประทานกัน นอกจากนั้น ยังเป็นสินค้าพื้นเมืองที่เป็นที่นิยมในภาคเหนืออีกด้วย เนื่องจากไส้เมี่ยงมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อขูดเอาเนื้อมะพร้าวออกหมดแล้ว กะลามะพร้าวจึงเป็นวัสดุเหลือใช้ และสามารถนำมาเป็นวัสดุในการทำกระทง เพื่อนำมาลอยในคืนเพ็ญเดือนสิบสอง โดยมีการนำแพผ้าป่าน้ำมาลอยเป็นกระทงนำ และจะมีกระทงปิดท้าย เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงการสิ้นสุดการลอยกระทงสายแต่ละสาย ในการลอยกระทงสายจะมีการร้องรำทำเพลงประกอบด้วย

culture_03

สำหรับ “ประทีปพันดวง” หรือที่เรียกว่ากระทงสายก็คือ กระทงจำนวน 1,000 กระทงนั่นเอง เหตุที่ต้องใช้กระทงจำนวนมาก ก็เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและสวยงาม

ประเพณีลอยกระทงสาย เดิมจัดเฉพาะในหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ เท่านั้น ต่อมาเทศบาลเมืองตากได้มีการฟื้นฟูประเพณีดังกล่าวขึ้นมา เพื่อให้ประเพณีลอยกระทงสาย เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดตาก และได้เชิญชวนชาวบ้านจากชุมนุมต่างๆ จัดส่งกระทงสายเข้าประกวดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2532 เป็นต้นมา ต่อมาในปี พุทธศักราช 2540 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศในการประกวดกระทงสาย และในปี พุทธศักราช 2541 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระประทีป สำหรับอัญเชิญลงลอยเป็นกระทงนำ ในวันเปิดงานลอยกระทงสาย ไหลประทีป 1,000 ดวง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่งาน และในปี พุทธศักราช 2544 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระประทีปร่วมลอยด้วย

การจัดงานประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง ได้จัดสร้างกระทงจำลองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 เมตร สูง 10 เมตร

culture_051

culture_04

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก

ล่องแก่งสู่น้ำตกทีลอเล

fall_25_1

เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการผจญภัยในลำน้ำและมีร่างกายแข็งแรง อุปกรณ์ล่องแก่งในปัจจุบันนิยมใช้เรือยาง ซึ่งให้ความสนุกและปลอดภัยกว่าการใช้แพไม้ไผ่แบบในอดีตแก่งในลำน้ำแม่กลองช่วงนี้มีความยากอยู่ในระดับ 4-5 แต่ไม่อันตรายเกินไป เส้นทางเริ่มต้นที่หมู่บ้านปะละทะรวมระยะทางประมาณ 40 กม. ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชม.ส่วนใหญ่ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน เที่ยวไป ล่องเรือยางไปตัวเปล่า ส่วนสัมภาระต่าง ๆ ให้ช้างขนไปพบกันที่จุดค้างคืน

fall_25_2

ขากลับ จะเดินป่าหรือนั่งช้างมาที่หมู่บ้านปะละทะ ผ่านป่าดงดิบสมบูรณ์ น้ำตก ห้วย รวมกว่า 30 กม. หรือเลือกเส้นทางที่ผ่านหมู่บ้านเซปละ เพื่อแวะน้ำตกหรืออาจพักแรมกลางป่าที่ห้วยกะชอจิ๊เล ถ้าเดินทางรวดเดียวใช้เวลาประมณ 8-10 ชม. นักท่องเที่ยวควรซื้อทัวร์จากบริษัททัวร์ ซึ่งมีเรือยางและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายและผู้ชำนาญเส้นทาง ซึ่งจะทำให้ผจญภัยได้อย่างปลอดภัยและสนุกเพลิดเพลิน

fall_25_3

แก่งสำคัญของเส้นทางสู่ทีลอเล
แก่งเลเกติ เป็นแก่งขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง แก่งที่ยากมากเป็นแก่งที่ 2 เพราะน้ำเชียว
แก่งบันได ลักษณะของน้ำที่ลดหลั่นกัน จะเหมือนขั้นบันได
แก่งหักศอก มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำหักศอกมีความยากพอประมาณ
แก่งคนมอง อยู่ตรงผาคนมอง เป็นหน้าผาสูงชันโอบขนานลำน้ำเป็นช่องแคบ ลำน้ำคดเคี้ยว เชี่ยวกรากและลาดเทลงคล้ายน้ำตก แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงสุดท้ายจะมีก้อนหินก้อนใหญ่ขวางอยู่
แก่งอกแตก เป็นแก่งสุดท้าย ก่อนที่จะพบกับความสวยงาม ตระการตาของน้ำตกทีลอเล ลำน้ำช่วงนี้แยกออกเป็น 2 สาย เพราะมีหินก้อนใหญ่ขวางอยู่ตรงกลาง น้ำตกทีลอเล เป็นน้ำตกที่อยู่ในโตรกผา สายน้ำจะตกจากผาหินปูนเป็นผืนกว้าง ลงสู่หินก้อนใหญ่ กลางลำน้ำแม่กลอง

หมู่บ้านเซปละ

เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยง ใกล้กับหมู่บ้านปะละทะ ในหมู่บ้านนี้กว่าครึ่งหนึ่งสามารถพูดและเข้าใจภาษไทย มีทุ่งนาสวยงามติดกับแนวป่าใหญ่ ผู้ชายประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง ทำไร่ ทำนา ผู้หญิงทอผ้า ทอย่ามอยู่กับบ้าน หมู่บ้านนี้มีเส้นทางรถยนต์เข้าถึงได้สะดวก เป็นจุดปลายทางของเส้นทางขากลับจากการล่องแก่งสู่น้ำตกทีลอเล นักท่องเที่ยวจะมาขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับสู่ อ.อุ้มผาง โดยอาจแวะเที่ยวน้ำตกเซปละ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 1 กม.

น้ำตกเซปละ

น้ำตกเซปละซึ่งห่างออกไปประมาณ 1 กม. เลยด่านหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยลายยาน้อยประมาณ 300 ม. แยกขวาเข้าสู่น้ำตก ตรงไปตามทางลูกรังอีกประมาณ 1.5 กม. ก็จะถึงน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยป่าไผ่และไม้นานาพรรณ เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตบ้านเซปละ จึงเรียกกันว่า น้ำตกเซปละ

หมู่บ้านปะละทะ

จาก อ.อุ้มผาง ใช้เส้นทางสายอุ้มผาง -บ้านปะละทะ ไปประมาณ 27 กม. แยกขวามือสู่หมู่บ้านเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ 250 ปีมาแล้ว ปัจจุบันจัดเป็นหมู่บ้านที่เจริญแล้ว มีไฟฟ้าและโทรศัพท์สาธารณะ หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำกลอง จึงเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางไปสู่ที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง เช่นการเดินป่า หรือขี่ช้างสู่น้ำตกทีลอซู หมู่บ้านโขะทะ หมู่บ้านทิโพจิ การล่องแก่งสู่น้ำตกทีลอเล ชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้านนี้กว่าครึ่งหนึ่งสามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่และเลี้ยงช้างมีบริษัททัวร์บางบริษัทจัดโปรแกรมให้นักท่องเที่ยวมาพักค้างแรมกับบ้านชาวกระเหรี่ยง สภาพความเป็นอยู่ภายในหมู่บ้านนี้ค่อนข้างเป็นระเบียบ บ้านเรือนสวยงาม และมีรั้วรอบขอบชิด หรือถ้าไม่พักกับบ้านชาวกระเหรี่ยง จะมีบังกะโลไม้ไผ่ริมแม่น้ำกลองให้เช่าค้างแรม เรียกว่า “ปะละทะเฮาส์” ชื่อหมู่บ้านปะละทะ มาจากชื่อของปลัดหม่องไชยยา ชาวกระเหรี่ยง ซึ่งเป็นผู้ช่วยของขุนพลสงคราม นายอำเภอคนแรกของอุ้มผาง ปลัดหม่องไชยยาออกตรวจพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎรจนถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมห้วยแห่งหนึ่ง แต่นั้นเป็นต้นมาชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้านก็เลยพร้อมใจกันเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านห้วยปลัด และเหลือเป็นบ้านปลัด แต่ออกเสียงไม่ชัดเจน เลยเพี้ยนเป็นบ้านปะละทะนั่นเอง

fall_25_4

บึงลากะโต

เป็นบึงน้ำธรรมชาติที่อยู่บนยอดเขาสูงท่ามกลางป่าทึบ เป็นแหล่งอาศัยของเป็ดก่าที่หายาก ซึ่งเป็นนกเป็ดน้ำขนาดใหญ่ที่อาศัยในป่าสมบูรณ์ และพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น จากน้ำตกทีลอเลต้องเดินทางต่อไปยังบึงลากะโตโดยเดินเท้าขึ้นเขาชัน ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. โดยทั่วไปจะพักค้างแรมที่บึงหนึ่งคืน

หมู่บ้านโขะทะ

เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงกลางป่าลึกอยู่บนพื้นที่ฝั่งขวาของห้วยกล้อท้อที่ไหลจากน้ำตกทีลอซู ไม่มีเส้นทางถนนเข้าถึง ต้องนั่งช้างหรือเดินเท้าเท่านั้น โดยอาจเริ่มต้นจากสบห้วยแม่ละมุ้ง หรือบ้านปะละทะ ผ่านทางเดินป่าขึ้นลงเขา ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. หมู่บ้านโขะทะเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ยังคงสภาพดั้งเดิมอยู่มาก เนื่องจากการเดินทางเข้า-ออก หมู่บ้านยังยากลำบากอยู่ ทางเข้าหมู่บ้านเป็นสะพานไม้ไผ่ข้ามลำห้วยกล้อท้อ บ้านโขะทะไม่มีไฟฟ้าและสาธารญูปโภคใด ๆ ทุกคนยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม มีการตำข้าวทุกวันในช่วงเย็น และใช้น้ำในลำห้วยเป็นที่อาบกิน สามารถเดินทางไปน้ำตกทีลอซูได้ จึงเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่มีผู้เลือกใช้ โดยพักค้างแรมที่หมู่บ้านโขะทะ และยังเป็นเส้นทางที่เดินทางไปบ้านทิโพจิ เนื่องจากในช่วงฤดูฝนทางรถยนต์ที่ไปหมู่บ้านทิโพจิใช้การไม่ได้ ต้องเดินทางเข้าจากหมู่บ้านโขะทะ โดยข้ามเขาสูงชัน เดินเท้าใช้เวลาประมาณ 4 ชม. ถ้านั่งช้างใช้เวลาประมาณ 6-7 ชม.

หมู่บ้านทิโพจิ

เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงเช่นเดียวกับบ้านโขะทะ แต่มีขนาดใหญ่กว่าและตั้งอยู่กลางหุบเขาที่สวยงามมาก ชาวบ้านประกอบอาชีพทำนา ทอผ้า สภาพหมู่บ้านร่มรื่นด้วยต้นลั่นทม “ทิโพจิ” แปลว่า ห้วยนาน้อย สามารถเดินเท้าหรือนั่งช้างจากบ้านโขะทะได้ ส่วนทางรถยนต์เข้าถึงเฉพาะช่วงฤดูแล้งเท่านั้น โดยใช้เส้นทางทางเดียวกับทางไปน้ำตกทีลอซูและบ้านเปิ่งเคลิ่ง แต่แทนที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ให้ตรงไปก่อนถึงบ้านนุโพประมาณ 0.5 กม. จะมีแยกซ้ายเข้าหมู่บ้านทิโพจิอีก 12 กม. หมู่บ้านทิโพจิ มีผ้าทอฝีมือกะเหรี่ยง มีทั้งย่ามและผ้านุ่ง สีสันสวยงามติดต่อที่ผู้ใหญ่บ้าน และมีบึงแฝด ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่สองบึง ตั้งอยู่ใกล้กันท่ามกลางเทือกเขาหินปูน น้ำในบึงใสสะอาด มีฝูงเป็ดน้ำอาศัยอยู่ จะมีจำนวนมากในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูนกอพยพ บึงแฝดเป็นหลุมยุบ หรือ sinkhole ที่เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นหินปูน เมื่อน้ำเซาะจนชั้นหินปูนด้านผุพังลง ก็เกิดเป็นบึงขึ้นมา ใชเวลาเดินทางจากหมู่บ้านทิโพจิ ประมาณ 4-5 ชม. ระหว่างทางผ่านป่าไผ่ขนาดใหญ่ ชาวกระเหรี่ยงเรียกบึงแฝดนี้ว่า “ลาอือเอาะ” แปลว่า บึงที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง มีตำนานว่า เดิมเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกระเหรี่ยงสองหมู่บ้าน แต่คนในหมู่บ้านไม่รักษาขนบประเพณี ทำผิดศีลธรรมผิดผี จึงถูกลงโทษโดยเกิดฝนตกหนักท่วมหมู่บ้านทั้งสองกลายเป็นบึงแฝดนี้

หมู่บ้านเลตองคุ

อยู่ห่างจาก อ.อุ้มผาง 100 กม. โดยสามารถใช้เส้นทางรถยนต์ไปถึงบ้านเปิ่งเคลิ่ง จากนั้นเดินเท้าผ่านเข้าไปในประเทศพม่า ข้ามแม่น้ำก่อนวกเข้าสู่ฝั่งไทย การเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงเลตองคุ ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตชด. ที่ 347 เมื่อเดินทางไปถึงยอดเขาใกล้เขตบ้านเลตองคุจะมีปืนแขวนไว้หนึ่งกระบอก หากนักท่องเที่ยวยิงปืนหนึ่งนัด ชาวหมู่บ้านเลตองคุจะเตรียมอาหารเย็นไว้เผื่อ หมู่บ้านเลตองคุ เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่เรียกกันว่า กะเหรี่ยงน้ำ อพยพมาจากพม่า ชาวเลตองคุนับถือลัทธิฤาษี โดยจะไม่เลี้ยงและไม่กินเนื้อสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เช่น หมู เป็ด ไก่ สัตว์ที่เลี้ยงได้มีเพียงช้าง วัว และควาย ซึ่งเอาไว้ใช้งานเท่านั้น ห้ามกินเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีบุญคุณ และถ้าสัตว์เหล่านี้ตายไปจะต้องทำพิธีเผาให้ด้วย ส่วนสัตว์ที่ชาวเลตองคุกินคือปลาและสัตว์ป่าที่ไม่ได้เลี้ยงไว้ นอกจากนี้ยังห้ามดื่มเหล้าด้วย หมู่บ้านเลตองคุเคร่งครัดเรื่องประเพณี ความเชื่อ และมีกฎระเบียบมากมาย ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรระมัดระวังมิให้ผิดข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ห้ามมิให้สตรีผ่านเข้าไปยังด้านหน้าของเรือนเก็บงาช้าง ซึ่งเป็นงาช้างศักดิ์สิทธิ์ ฤาษีของชาวเลตองคุเป็นผู้ดูแลงาช้างซึ่งแกะสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางต่าง ๆ อายุกว่า 400 ปี ยาว 1.70 ม. มีน้ำหนักรวมกว่า 40 กก. ฤาษีพำนักอยู่เฉพาะในเรือนพำนัก ห้ามบุคคลอื่นเหยียบย่างขึ้นไป ยกเว้นเฉพาะศิษย์ของฤาษี ซึ่งเป็นชายหนุ่มกว่า 50 คน ไว้ผมยาวเกล้าเป็นจุกไว้ข้างหน้า และหมู่บ้านเลตองคุมีงานประจำปี ได้แก่ งานบุญเข้าพรรษา ออกพรรษา งานบุญเผาไฟ และงานบุญสงกรานต์

fall_25_5

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก

ล่องทะเลสาบแม่ปิง

การสร้างเขื่อนภูมิพลทำให้ลำน้ำเหนือเขื่อน กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า ทะเลสาบแม่ปิง มีความยาวตามลำน้ำปิงไปจนถึง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ รวมระยะทาง 204 กม. จุดประสงค์หลักของทะเลสาบแห่งนี้ คือใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า และการชลประทาน และเป็นแหล่งเพาะพันธ์น้ำจืด แต่ผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ใช้เป็นสถานที่สำหรับการล่องเรือสำราญ และแพที่มีเรือลากจูงจากหน้าเขื่อน เพื่อชมทิวทัศน์ของทะเลสาบ และป่าเขาธรรมชาต

fall_24_1

fall_24_2

fall_24_3

fall_24_4

จากหน้าเขื่อนสามารถเดินเรือหรือล่องแพขึ้นไปผ่านอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่สลับกับช่องน้ำแคบ ช่วงที่เป็นอ่างน้ำใหญ่มีสี่บริเวณ นับจากเหนือเขื่อนขึ้นไป คือ อ่างที่ 1 อ่างที่ 2 อ่างที่ 3 และอ่างสุดท้าย คือดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ระยะทางทั้งสิ้น 140 กม. ใช้เวลาเดินทาง 1 วันเต็ม สำหรับสถานที่ที่นิยมแวะชมและมองเห็นจากทะเลสาบตามอ่างต่าง ๆ ได้แก่

wat_14_2

วัดพระพุทธบาทดอยเขาหนาม

fall_24_7

เกาะวาเลนไทน์หรือเกาะดอยลาน

fall_24_6

เขาคันเบ็ด

wat_14_1

พระธาตุแก่งสร้อย

fall_24_5

ดอยพ่อหลวง เขาพระพุทธบาทท่าเฮ้าหรือท่าฮ้าว ผาอาบนาง ถ้ำช้างร้อง น้ำตกฟ้าปลิ้นและน้ำตกแก่งสร้อย ถ้ำโยคี

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก

ดอยหัวหมด

อยู่ในเขตบ้านอุ้มผาง ม.1 ต.อุ้มผาง อ.อุ้มผาง จากตัวอำเภออุ้มผาง-ปะละทะ ประมาณ 10 กม. ลักษณะเป็นภูเขาหินปูนทอดแนวหลายลูกติดต่อกันยาวประมาณ 30 กม. บนเขาไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมีแต่ต้นไม้เตี้ยๆ จำพวก ปรงดอกเทียน และดอกไม้ป่าขึ้นปกคลุมออกดอกสะพรั่งในฤดูฝนจุดชมวิวดูทะเลหมอกในยามเช้า ซึ่งสามารถมองเห็นตัวอำเภออุ้มผาง ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์และทิวเขาสลับซับซ้อนได้โดยรอบ

fall_22

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก