ทรัพยสิทธิ

ประเภทของทรัพยสิทธิ

ทรัพยสิทธิประเภทกรรมสิทธิ์

ทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์

1. กรรมสิทธิ์ 1. ภาระจำยอม
2. สิทธิครอบครอง 2. สิทธิอาศัยในโรงเรือน
3. ลิขสิทธิ์ 3. สิทธิเหนือพื้นดิน
4. สิทธิบัตร 4. สิทธิเก็บกิน
5. เครื่องหมายการค้า 5. ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
6. สิทธิจำนอง
7. สิทธิจำนำ
8. สิทธิยึดหน่วง
9. บุริมสิทธิ

ทรัพยสิทธิประเภทกรรมสิทธิ์

1. กรรมสิทธิ์

ป.พ.พ. มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

– ภายในบังคับแห่งกฎหมาย

คำว่า “กฎหมาย” หมายถึง ทั้งกฎหมายลักษณะทรัพย์และกฎหมายอื่น หมายความว่า ถ้ากฎหมายลักษณะทรัพย์และกฎหมายอื่นบัญญัติไว้เป็นอย่างใด ก็ให้เป็นไปตามนั้น การใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย

– เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิฯ

คำว่า “เจ้าของทรัพย์สิน” หมายรวมทั้งเจ้าของทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์ และ เจ้าของทรัพย์สินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ โดยกฎหมายกำหนดให้มีสิทธิครอบครอง โดยมีข้อแตกต่างกัน คือเจ้าของทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์มีสิทธิตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้โดยไม่มีอายุความ เว้นแต่จะถูกจำกัดโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 และ 1383 แต่เจ้าของทรัพย์สินที่มีเพียงสิทธิครอบครองต้องติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ภายใน 1 ปี มิฉะนั้นจะเสียสิทธิ

มาตรา 1336 ไม่ได้บัญญัติคำนิยามของคำว่า “กรรมสิทธิ์” ไว้ แต่กลับบัญญัติถึงสิทธิของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินไว้ 5 ประการ จึงเป็นแหล่งรวมสิทธิของผู้เป็นเจ้าของโดยได้วางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

1. สิทธิใช้สอยทรัพย์สินนั้น เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยทรัพย์สินนั้นอย่างใดก็ได้ แต่อยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย จะใช้สอยทรัพย์ให้ขัดต่อมาตรา 1337 ถึง มาตรา 1355 ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติในมาตราเหล่านี้เป็นข้อจำกัดสิทธิการใช้สอยของเจ้าของทรัพย์
2. สิทธิจำหน่ายทรัพย์สินนั้น เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินนั้นอย่างใดก็ได้ การจำหน่ายทรัพย์สินนี้จะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ตามหลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” กล่าวคือ เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิเพียงไรผู้รับโอนทรัพย์สินนั้นก็ย่อมมีสิทธิเพียงนั้น
3. สิทธิได้ซึ่งดอกผลในทรัพย์สินนั้น เจ้าของทรัพย์สินย่อมเป็นเจ้าของดอกผล ไม่ว่าจะเป็นดอกผลธรรมดาหรือดอกผลนิตินัย เว้นแต่ในบางกรณี โดยกฎหมายบัญญัติไว้หรือโดยนิติกรรมเจ้าของทรัพย์สินอาจไม่ใช่เจ้าของดอกผล
4. สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ เป็นสิทธิเด็ดขาดที่ใช้โดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาล แต่การติดตามเอาคืนโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาลนี้ จะต้องเป็นกรณีที่ไม่ได้มีผู้ใดโต้แย้งสิทธินั้นอยู่ ถ้ามีผู้โต้แย้งสิทธิว่าเขายึดถือทรัพย์สินนั้นโดยชอบ เจ้าของจะติดตามเอาคืนโดยไม่ฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ กรณีนี้จะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อเอาคืนทรัพย์นั้น การติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือนี้ ถ้าเจ้าของทรัพย์สินจะเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ ไม่มีอายุความ เว้นแต่จะถูกจำกัดโดยอายุความได้สิทธิในเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 และ 1383
5.สิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้น โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเรื่องที่เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินในการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินของตนไป แต่สิทธิขัดขวางนี้โดยสภาพเจ้าของทรัพย์สินต้องมีการครอบครองทรัพย์สินอยู่ หากไม่มีการครอบครองก็จะมีสิทธิขัดขวางไม่ได้ จะมีแต่สิทธิติดตามเอาคืน จะต้องทำไปพอสมควรแก่เหตุจึงจะถือเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

2. สิทธิครอบครอง

สิทธิครอบครอง เป็นทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งที่มีอำนาจรองจากกรรมสิทธิ์แต่เป็นทรัพยสิทธิประเภทเดียวกับกรรมสิทธิ์ โดยกฎหมายได้บัญญัติแยกไว้ต่างหาก สิทธิครอบครองตามแนวคำพิพากษาฎีกา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

ก. สิทธิครอบครองที่ผู้ทรงสิทธิไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน

ข. สิทธิครอบครองที่ผู้ทรงสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

มาตรา 1367 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง

สิทธิครอบครอง ตามมาตรา 1367 มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

1) การยึดถือทรัพย์สิน หมายถึง การมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือทรัพย์สินนั้น

การยึดถือทรัพย์สินนี้ไม่จำเป็นที่ผู้มีสิทธิครอบครองจะยึดถือทรัพย์สินนั้นเอง อาจให้ผู้อื่นเป็นผู้ยึดถือให้ก็ได้ (มาตรา 1368 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง โดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้)

การได้มาซึ่งการครอบครองนี้ อาจได้มาโดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ได้

2) เจตนายึดถือเพื่อตน หมายความว่า มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง แต่ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดมีเจตนาเป็นเจ้าของ ก็ถือว่าเจตนายึดถือเพื่อตน บุคคลนั้นย่อมได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1367

3. ลิขสิทธิ์ (Copyright)

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 15 ลิขสิทธิ์เป็นทรัพยสิทธิหรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งซึ่งกฎหมายไทยรับรองและคุ้มครองให้ ซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้กำหนดให้ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิเด็ดขาด หรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะ

1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง

2) เผยแพร่สาธารณชน

3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง

4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น

5) ตลอดจนอนุญาตให้ผู้อื่นให้สิทธิตาม (1) (2) (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ …

ลิขสิทธิ์โดยปกติเกิดขึ้นเมื่อได้มีการสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ขึ้น โดยไม่จำต้องจดทะเบียนหรือดำเนินการใดๆ งานนั้นก็มีลิขสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว

ประเภทงานอันมีลิขสิทธิ์ ได้แก่ วรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง แพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด

4.สิทธิบัตร (Patent)

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ได้ให้คำจำกัดความของสิทธิบัตรว่า เป็นหนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตามที่กำหนดโดยบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

สิทธิบัตรเป็นสิทธิที่รัฐให้กับผู้ประดิษฐ์หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยผู้นั้นจะเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียว (Exclusive Right) ในการประดิษฐ์หรือวิธีการประดิษฐ์ ในอันที่จะผลิต ใช้ขายมีไว้เพื่อขาย เสนอขาย นำเข้า อนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (License) หรือโอนสิทธิบัตรนั้นได้

ดังนั้น สิ่งที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร ได้แก่

1. การประดิษฐ์ (Inventions)

2. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Disigns)

ก. เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ หรือต้องมีลักษณะสูงขึ้น ก. เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่
ข. สามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม ข. เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม

สิ่งที่ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้

1.สัตว์ พืช จุลชีพที่เกิดตามธรรมชาติ
2.โปรแกรมคอมพิวเตอร์
3.วิธีการวินิจฉัย บำบัด รักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์

5. เครื่องหมายการค้า (Trademark)

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ได้บัญญัติไว้ว่า ภายในบังคับ มาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้

ผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงเป็นผู้ทรงสิทธิเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ของในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ นอกจากนี้เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังมีสิทธิ ดังนี้

1. เรียกค่าเสียหายจากผู้ละเมิดสิทธิได้

2. ป้องกันสิทธิฯ ของตน โดยมาตรการอื่นได้

3. ห้ามจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทได้

4. ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาท

5. ดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 109 110

ËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËËË

ทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์

ทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ (demembrement) เป็นสิทธิที่แยกตัวออกจากกรรมสิทธิ์  ออกมาเป็นทรัพยสิทธิอย่างอื่นในวัตถุแห่งสิทธิอันเดียวกัน หรือ ทรัพยสิทธิอันเดียวกันตกเป็นวัตถุแห่งทรัพยสิทธิของบุคคลสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีทรัพยสิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ อีกฝ่ายหนึ่งมีทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์

ทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ แบ่งได้เป็น

1. ภาระจำยอม 2. สิทธิอาศัยในโรงเรือน 3. สิทธิเหนือพื้นดิน
4. สิทธิเก็บกิน 5. ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ 6. สิทธิจำนอง
7. สิทธิจำนำ 8. สิทธิยึดเหนี่ยว 9. บุริมสิทธิ

1. ภาระจำยอม

มาตรา 1387 อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภารจำยอม อันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น

ภาระจำยอม คือ ทรัพยสิทธิที่มาจำกัดตัดทอนอำนาจกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือที่เรียกว่า ทรัพยสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น (jus re aliena) อันเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้หรือได้ประโยชน์จากทรัพย์สินของตนไม่เต็มที่ โดยอสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของจำต้องยอมรับกรรมบางอย่างที่กระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น เรียกว่า ภารยทรัพย์ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของมีสิทธิเรียกเอาประโยชน์ เรียกว่า  สามยทรัพย์

ภาระจำยอมจึงเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอยู่กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์โดยแท้ มิใช่ทรัพยสิทธิชนิดส่วนตัว (personal real right)

ภาระจำยอมมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. ต้องมีอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อย 2 อสังหาริมทรัพย์ โดยอสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้องเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก็ได้

2. อสังหาริมทรัพย์ที่มีสิทธิใช้ประโยชน์ เรียกว่า สามยทรัพย์ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องยอมรับกรรม เรียกว่า ภารยทรัพย์

3. สามยทรัพย์และภารยทรัพย์ ไม่จำต้องอยู่ติดกัน จะอยู่ห่างกันก็ได้

4. สามยทรัพย์และภารยทรัพย์ จะต้องเป็นของเจ้าของต่างคนกัน ถ้าเป็นของเจ้าของเดียวกัน ไม่อาจเกิดภาระจำยอมได้

2. สิทธิอาศัยในโรงเรือน

มาตรา 1402 บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า

สิทธิอาศัยในโรงเรือน เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ชนิดหนึ่ง หมายถึงสิทธิที่จะอยู่ในโรงเรือนของผู้อื่นเพื่อการอยู่อาศัยโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า

ดังนั้น เจ้าของโรงเรือนจึงจำต้องให้ผู้ทรงสิทธิอาศัยในโรงเรือนอยู่อาศัยในโรงเรือนนั้น โดยจะกำหนดระยะเวลาของสิทธิอาศัยไว้ในสัญญาก่อตั้งสิทธิอาศัยหรือไม่ก็ได้ ถ้ากำหนดไว้ต้องไม่เกินสามสิบปี (มาตรา 1403)

สิทธิอาศัยในโรงเรือน เป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนกันไม่ได้แม้ทางมรดก แต่ถ้าไม่ได้จำกัดไว้ชัดแจ้ง บุคคลในครอบครัวและครัวเรือนของผู้อาศัยมีสิทธิอยู่อาศัยในโรงเรือนนั้นได้

2. สิทธิเหนือพื้นดิน

มาตรา 1410 เจ้าของที่ดินอาจก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่บุคคลอื่น โดยให้บุคคลนั้นมีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งเพาะปลูกบนดินหรือใต้ดินนั้น

สิทธิเหนือพื้นดิน เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ชนิดหนึ่ง หมายถึง สิทธิที่บุคคลหนึ่งได้เป็นเจ้าของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกบนดินหรือใต้ดินของเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินต้องยอมให้ผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินได้เป็นเจ้าของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกบนที่ดินหรือใต้ที่ดินของตน โดยจะมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้

สิทธิเหนือพื้นดินเกิดขึ้นได้โดยนิติกรรม จะได้มาโดยอายุความไม่ได้ ทั้งนี้การก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสมบูรณ์เป็นเพียงบุคคลสิทธิ ใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญา แต่ไม่บริบูรณ์เป็นสิทธิเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิ จึงใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้

สิทธิเหนือพื้นดินอาจโอนกันได้และรับมรดกกันได้ ไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่สิ้นไปเพราะโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างสลายไป

4. สิทธิเก็บกิน

มาตรา 1417 อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในบังคับสิทธิเก็บกินอันเป็นเหตุให้ผู้ทรงสิทธินั้นมีสิทธิครอบครองใช้และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินนั้น

ผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีอำนาจจัดการทรัพย์สิน

ผู้ทรงสิทธิเก็บกินในป่าไม้ เหมืองแร่หรือที่ขุดหินมีสิทธิทำการแสวงประโยชน์จากป่าไม้ เหมืองแร่หรือที่ขุดหินนั้น

สิทธิเก็บกินเป็นทรัพยสิทธิที่ตัดทอนกรรมสิทธิ์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งเพราะเป็นสิทธิที่ตัดทอนอำนาจกรรมสิทธิ์เกือบทั้งหมด หมายความรวมถึงสิทธิครอบครอง สิทธิในการใช้ และถือเอาประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ (มาตรา 1415 )

เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้โอนสิทธิครอบครอง  สิทธิในการใช้ และถือเอาประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ทรงสิทธิเก็บกิน เว้นแต่สิทธิจำหน่ายทรัพย์สินเท่านั้นที่ยังคงอยู่กับเจ้าของ

สิทธิเก็บกินเกิดขึ้นได้โดยนิติกรรมเท่านั้น จะได้มาโดยอายุความไม่ได้ ทั้งนี้การก่อตั้งสิทธิเก็บกินต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสมบูรณ์เป็นเพียงบุคคลสิทธิใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญา แต่ไม่บริบูรณ์เป็นสิทธิเก็บกิน ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิ จึงใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ (มาตรา 1299 วรรคแรก)

สิทธิเก็บกินเป็นสิทธิเฉพาะตัว ถ้าผู้ทรงสิทธิเก็บกินถึงแก่ความตาย สิทธิเก็บกินย่อมระงับ (มาตรา 1418 วรรคท้าย) แต่อาจโอนการใช้สิทธิให้บุคคลภายนอกได้ (มาตรา 1422)

5. ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 1429 สิทธิของบุคคลผู้ได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ว่าผู้โอนทรัพย์สินให้จะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นถูกบอกล้างภายหลัง

ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิอีกชนิดหนึ่ง หมายถึง หน้าที่ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องแบ่งปันประโยชน์แห่งทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือผู้ทรงสิทธิ โดยจะกำหนดระยะเวลาไว้หรือไม่ก็ได้ (มาตรา 1403)

ในกรณีสิทธิเก็บกิน ผู้ทรงสิทธิเก็บกินเป็นผู้ครอบครอง มีสิทธิครอบครองและจัดการทรัพย์สิน แต่กรณีภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์คงเป็นผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ หากแต่ผู้รับประโยชน์ก็มีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นคราวๆ จากอสังหาริมทรัพย์นั้น หรือได้ใช้หรือถือเอาประโยชน์แห่งอสังหาริมทรัพย์นั้น

ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นได้โดยนิติกรรมเท่านั้น จะได้มาโดยอายุความไม่ได้ โดยการตั้งภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสมบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิ ใช้บังคับได้ระหว่างคู่สัญญาแต่ไม่บริบูรณ์เป็นภาระติดพัน ในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิ จึงใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ (มาตรา 1299 วรรคแรก) และภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์เป็นสิทธิเฉพาะตัวโอนกันไม่ได้แม้ทางมรดก

6. สิทธิจำนอง

มาตรา 702 อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง

ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่

สิทธิจำนอง เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์เป็นพิเศษ กล่าวคือ เป็นสิทธิของบุคคลหนึ่งที่มีเหนืออสังหาริมทรัยพ์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษของอีกบุคคลหนึ่งที่จำนองไว้ ในอันที่จะบังคับเอากับตัวทรัพย์สินที่จำนองนั้นได้รับชำระหนี้จากทร้พย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ

ทรัพย์สินที่จะจำนองกันได้นั้นมี 2 ประเภท คือ

1. อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน หมายรวมทั้งที่ดินที่มีโฉนดและที่ดินไม่มีโฉนด หรือที่ดินมือเปล่า และทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร

2. สังหาริมทรัพย์พิเศษ ได้แก่

ก. เรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป

ข. แพ

ค. สัตว์พาหนะ

ง. สังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะ

7. สิทธิจำนำ

มาตรา 747 อันว่าจำนำนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนำ ส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้

สิทธิจำนำ เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญโดยมีลักษณะคล้ายสิทธิจำนอง เป็นสิทธิของบุคคลหนึ่งที่เหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่นเพื่อเป็นการชำระหนี้ แต่ต่างกันสี่ประการคือ

ประการแรก สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์บางอย่าง ในขณะที่สิทธิจำนำเป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิในสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด

ประการที่สอง ในกรณีจำนอง ผู้จำนองไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนองให้แก่ผู้รับจำนอง แต่ในกรณีจำนำ ผู้จำนำต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำ

ประการที่สาม ในกรณีจำนอง ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่การจำนำกระทำด้วยการส่งมอบทรัพย์สิน

ประการสุดท้าย            การบังคับจำนอง ต้องฟ้องศาลสั่งให้ขายทอดตลาดหรือเอาทรัพย์สินหลุด แต่การบังคับจำนำ ผู้จำนำมีสิทธินำเอาทรัพย์สินนั้นขายทอดตลาดได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล แต่จะเอาหลุดเป็นสิทธิเหมือนจำนองไม่ได้ เว้นแต่ตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505

ทรัพยสิทธิของผู้รับจำนำหรือสิทธิจำนำจะเกิดขึ้นเมื่อผู้จำนำได้ส่งมอบสังหาริมทรัพย์ที่จำนำนั้นให้แก่ผู้รับจำนำแล้ว

8. สิทธิยึดหน่วง

มาตรา 241 ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวนี้ ท่านให้ใช้บังคับเมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด

อนึ่ง บทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าการที่เข้าครอบครองนั้นเริ่มมาแต่ทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สิทธิยึดหน่วง เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ในอันที่ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้เป็นประกันหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น สิทธิยึดหน่วงเป็นสิทธิอันเป็นประกันทำนองเดียวกับจำนำจำนอง ซึ่งเป็นการประกันด้วยทรัพย์ สิทธิยึดหน่วงจึงเป็นทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งแต่เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สามารถใช้ยันต่อเจ้าหน้าที่กรรมสิทธิ์ และบุคคลทั่วไป

หลักเกณฑ์ทั่วไปของสิทธิยึดหน่วงไว้มี 2 ประการ คือ

ก. เจ้าหนี้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย

ข. ต้องมีหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ครอบครอง

นอกจากนี้ สิทธิยึดหน่วงยังได้ปรากฏเป็นการเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้

8.1 สิทธิของผู้ขายในสัญญาซื้อขาย

มาตรา 468 ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปแต่เพียงบางส่วน และมิได้เป็นเพราะความผิดของผู้เช่า ท่านว่าผู้เช่าจะเรียกให้ลดค่าเช่าลงตามส่วนที่สูญหายก็ได้

ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้เช่าไม่สามารถใช้สอยทรัพย์สินส่วนที่ยังคงเหลืออยู่นั้นสำเร็จประโยชน์ได้ดั่งที่ได้มุ่งหมายเข้าทำสัญญาเช่าไซร้ ท่านว่าผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

8.2 สิทธิของผู้ซื้อในสัญญาซื้อขาย

มาตรา 488 ถ้าผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งตนได้รับซื้อ ผู้ซื้อชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระไว้ได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เว้นแต่ผู้ขายจะหาประกันที่สมควรให้ได้

8.3 สิทธิของผู้ว่าจ้างในสัญญาจ้างทำของ

มาตรา 599 ในกรณีที่ส่งมอบเนิ่นช้าไปก็ดี หรือส่งมอบการที่ทำชำรุดบกพร่องก็ดี ท่านว่าผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ เว้นแต่ผู้รับจ้างจะให้ประกันตามสมควร

8.4 สิทธิของผู้ขนส่งในสัญญารับขน

มาตรา 630 ผู้ขนส่งชอบที่จะยึดหน่วงเอาของไว้ก่อนได้ตามที่จำเป็น เพื่อประกันการใช้เงินค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์

8.5 สิทธิของเจ้าสำนักโรงแรมในสัญญาฝากทรัพย์

มาตรา 679 เจ้าสำนักชอบที่จะยึดหน่วงเครื่องเดินทางหรือทรัพย์สินอย่างอื่นของคนเดินทางหรือแขกอาศัยอันเอาไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นได้จนกว่าจะได้รับใช้เงินบรรดาที่ค้างชำระแก่ตน เพื่อการพักอาศัยและการอื่นๆ อันได้ทำให้แก่คนเดินทางหรือแขกอาศัยตามที่เขาพึงต้องการนั้น รวมทั้งการชดใช้เงินทั้งหลายที่ได้ออกแทนไปด้วย

8.6 สิทธิของตัวแทนในสัญญาตัวแทน

มาตรา 819 ตัวแทนชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินอย่างใดๆ ของตัวการ อันตกอยู่ในความครอบครองของตน เพราะเป็นตัวแทนนั้นเอาไว้ได้จนกว่าจะได้รับเงินบรรดาค้างชำระแก่ตนเพราะการเป็นตัวแทน

9. บุริมสิทธิ

มาตรา 251 ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่น

บุริมสิทธิ คือ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้คนอื่นๆ เป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในอันที่จะรับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้ผู้ไม่มีบุริมสิทธิ หรือก่อนเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิในลำดับหลัง (มาตรา 277 ถึง มาตรา 280) เป็นทรัพยสิทธิประเภทตัดทอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดหนึ่ง

บุริมสิทธิแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บุริมสิทธิสามัญ และบุริมสิทธิพิเศษ

9.1 บุริมสิทธิสามัญ เป็นบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหลายของลูกหนี้เป็นการทั่วไป รวมทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ มิได้เจาะจงเป็นเฉพาะว่ามีอยู่เหนือทรัพย์สินอันใด ดังนั้นเจ้าหนี้ผู้ทรงบุริมสิทธิสามัญจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ผู้ไม่มีบุริมสิทธิ หรือก่อนเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิในลำดับหลัง โดยบังคับหนี้เอาจากทรัพย์สินทั้งหลายของลูกหนี้ เจ้าหนี้ไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินใดของลูกหนี้ (มาตรา 253)

9.1.1 ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกัน (มาตรา 254)

9.1.2 ค่าปลงศพ (มาตรา 255)

9.1.3 ค่าภาษีอากร (มาตรา 256)

9.1.4 เงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้าง (มาตร 257)

9.1.5 ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวัน (มาตรา 258)

9.1.6 บุริมสิทธิของผู้อยู่ในปกครอง

9.2 บุริมสิทธิพิเศษ เป็นบุริมสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ ซึ่งอาจะเป็นบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ได้

บุริมสิทธิพิเศษแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ บุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์ และ บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์

9.2.1 บุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์

มาตรา 259 ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งจะกล่าวต่อไปนี้บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ

(1) เช่าสังหาริมทรัพย์

(2) พักอาศัยในโรงแรม

(3) รับขนคนโดยสารหรือของ

(4) รักษาสังหาริมทรัพย์

(5) ซื้อขายสังหาริมทรัพย์

(6) ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ย

(7) ค่าแรงงานกสิกรรม หรืออุตสาหกรรม

9.2.2 บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์

มาตรา 273 ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งจะกล่าวต่อไปนี้บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ

(1) รักษาอสังหาริมทรัพย์

(2) จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์

(3) ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

เครดิต : lawclub06

%d bloggers like this: