ล่องแก่งสู่น้ำตกทีลอเล

fall_25_1

เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการผจญภัยในลำน้ำและมีร่างกายแข็งแรง อุปกรณ์ล่องแก่งในปัจจุบันนิยมใช้เรือยาง ซึ่งให้ความสนุกและปลอดภัยกว่าการใช้แพไม้ไผ่แบบในอดีตแก่งในลำน้ำแม่กลองช่วงนี้มีความยากอยู่ในระดับ 4-5 แต่ไม่อันตรายเกินไป เส้นทางเริ่มต้นที่หมู่บ้านปะละทะรวมระยะทางประมาณ 40 กม. ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชม.ส่วนใหญ่ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน เที่ยวไป ล่องเรือยางไปตัวเปล่า ส่วนสัมภาระต่าง ๆ ให้ช้างขนไปพบกันที่จุดค้างคืน

fall_25_2

ขากลับ จะเดินป่าหรือนั่งช้างมาที่หมู่บ้านปะละทะ ผ่านป่าดงดิบสมบูรณ์ น้ำตก ห้วย รวมกว่า 30 กม. หรือเลือกเส้นทางที่ผ่านหมู่บ้านเซปละ เพื่อแวะน้ำตกหรืออาจพักแรมกลางป่าที่ห้วยกะชอจิ๊เล ถ้าเดินทางรวดเดียวใช้เวลาประมณ 8-10 ชม. นักท่องเที่ยวควรซื้อทัวร์จากบริษัททัวร์ ซึ่งมีเรือยางและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายและผู้ชำนาญเส้นทาง ซึ่งจะทำให้ผจญภัยได้อย่างปลอดภัยและสนุกเพลิดเพลิน

fall_25_3

แก่งสำคัญของเส้นทางสู่ทีลอเล
แก่งเลเกติ เป็นแก่งขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง แก่งที่ยากมากเป็นแก่งที่ 2 เพราะน้ำเชียว
แก่งบันได ลักษณะของน้ำที่ลดหลั่นกัน จะเหมือนขั้นบันได
แก่งหักศอก มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำหักศอกมีความยากพอประมาณ
แก่งคนมอง อยู่ตรงผาคนมอง เป็นหน้าผาสูงชันโอบขนานลำน้ำเป็นช่องแคบ ลำน้ำคดเคี้ยว เชี่ยวกรากและลาดเทลงคล้ายน้ำตก แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงสุดท้ายจะมีก้อนหินก้อนใหญ่ขวางอยู่
แก่งอกแตก เป็นแก่งสุดท้าย ก่อนที่จะพบกับความสวยงาม ตระการตาของน้ำตกทีลอเล ลำน้ำช่วงนี้แยกออกเป็น 2 สาย เพราะมีหินก้อนใหญ่ขวางอยู่ตรงกลาง น้ำตกทีลอเล เป็นน้ำตกที่อยู่ในโตรกผา สายน้ำจะตกจากผาหินปูนเป็นผืนกว้าง ลงสู่หินก้อนใหญ่ กลางลำน้ำแม่กลอง

หมู่บ้านเซปละ

เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยง ใกล้กับหมู่บ้านปะละทะ ในหมู่บ้านนี้กว่าครึ่งหนึ่งสามารถพูดและเข้าใจภาษไทย มีทุ่งนาสวยงามติดกับแนวป่าใหญ่ ผู้ชายประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง ทำไร่ ทำนา ผู้หญิงทอผ้า ทอย่ามอยู่กับบ้าน หมู่บ้านนี้มีเส้นทางรถยนต์เข้าถึงได้สะดวก เป็นจุดปลายทางของเส้นทางขากลับจากการล่องแก่งสู่น้ำตกทีลอเล นักท่องเที่ยวจะมาขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับสู่ อ.อุ้มผาง โดยอาจแวะเที่ยวน้ำตกเซปละ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 1 กม.

น้ำตกเซปละ

น้ำตกเซปละซึ่งห่างออกไปประมาณ 1 กม. เลยด่านหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยลายยาน้อยประมาณ 300 ม. แยกขวาเข้าสู่น้ำตก ตรงไปตามทางลูกรังอีกประมาณ 1.5 กม. ก็จะถึงน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยป่าไผ่และไม้นานาพรรณ เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตบ้านเซปละ จึงเรียกกันว่า น้ำตกเซปละ

หมู่บ้านปะละทะ

จาก อ.อุ้มผาง ใช้เส้นทางสายอุ้มผาง -บ้านปะละทะ ไปประมาณ 27 กม. แยกขวามือสู่หมู่บ้านเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ 250 ปีมาแล้ว ปัจจุบันจัดเป็นหมู่บ้านที่เจริญแล้ว มีไฟฟ้าและโทรศัพท์สาธารณะ หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำกลอง จึงเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางไปสู่ที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง เช่นการเดินป่า หรือขี่ช้างสู่น้ำตกทีลอซู หมู่บ้านโขะทะ หมู่บ้านทิโพจิ การล่องแก่งสู่น้ำตกทีลอเล ชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้านนี้กว่าครึ่งหนึ่งสามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่และเลี้ยงช้างมีบริษัททัวร์บางบริษัทจัดโปรแกรมให้นักท่องเที่ยวมาพักค้างแรมกับบ้านชาวกระเหรี่ยง สภาพความเป็นอยู่ภายในหมู่บ้านนี้ค่อนข้างเป็นระเบียบ บ้านเรือนสวยงาม และมีรั้วรอบขอบชิด หรือถ้าไม่พักกับบ้านชาวกระเหรี่ยง จะมีบังกะโลไม้ไผ่ริมแม่น้ำกลองให้เช่าค้างแรม เรียกว่า “ปะละทะเฮาส์” ชื่อหมู่บ้านปะละทะ มาจากชื่อของปลัดหม่องไชยยา ชาวกระเหรี่ยง ซึ่งเป็นผู้ช่วยของขุนพลสงคราม นายอำเภอคนแรกของอุ้มผาง ปลัดหม่องไชยยาออกตรวจพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎรจนถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมห้วยแห่งหนึ่ง แต่นั้นเป็นต้นมาชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้านก็เลยพร้อมใจกันเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านห้วยปลัด และเหลือเป็นบ้านปลัด แต่ออกเสียงไม่ชัดเจน เลยเพี้ยนเป็นบ้านปะละทะนั่นเอง

fall_25_4

บึงลากะโต

เป็นบึงน้ำธรรมชาติที่อยู่บนยอดเขาสูงท่ามกลางป่าทึบ เป็นแหล่งอาศัยของเป็ดก่าที่หายาก ซึ่งเป็นนกเป็ดน้ำขนาดใหญ่ที่อาศัยในป่าสมบูรณ์ และพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น จากน้ำตกทีลอเลต้องเดินทางต่อไปยังบึงลากะโตโดยเดินเท้าขึ้นเขาชัน ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. โดยทั่วไปจะพักค้างแรมที่บึงหนึ่งคืน

หมู่บ้านโขะทะ

เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงกลางป่าลึกอยู่บนพื้นที่ฝั่งขวาของห้วยกล้อท้อที่ไหลจากน้ำตกทีลอซู ไม่มีเส้นทางถนนเข้าถึง ต้องนั่งช้างหรือเดินเท้าเท่านั้น โดยอาจเริ่มต้นจากสบห้วยแม่ละมุ้ง หรือบ้านปะละทะ ผ่านทางเดินป่าขึ้นลงเขา ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. หมู่บ้านโขะทะเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ยังคงสภาพดั้งเดิมอยู่มาก เนื่องจากการเดินทางเข้า-ออก หมู่บ้านยังยากลำบากอยู่ ทางเข้าหมู่บ้านเป็นสะพานไม้ไผ่ข้ามลำห้วยกล้อท้อ บ้านโขะทะไม่มีไฟฟ้าและสาธารญูปโภคใด ๆ ทุกคนยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม มีการตำข้าวทุกวันในช่วงเย็น และใช้น้ำในลำห้วยเป็นที่อาบกิน สามารถเดินทางไปน้ำตกทีลอซูได้ จึงเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่มีผู้เลือกใช้ โดยพักค้างแรมที่หมู่บ้านโขะทะ และยังเป็นเส้นทางที่เดินทางไปบ้านทิโพจิ เนื่องจากในช่วงฤดูฝนทางรถยนต์ที่ไปหมู่บ้านทิโพจิใช้การไม่ได้ ต้องเดินทางเข้าจากหมู่บ้านโขะทะ โดยข้ามเขาสูงชัน เดินเท้าใช้เวลาประมาณ 4 ชม. ถ้านั่งช้างใช้เวลาประมาณ 6-7 ชม.

หมู่บ้านทิโพจิ

เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงเช่นเดียวกับบ้านโขะทะ แต่มีขนาดใหญ่กว่าและตั้งอยู่กลางหุบเขาที่สวยงามมาก ชาวบ้านประกอบอาชีพทำนา ทอผ้า สภาพหมู่บ้านร่มรื่นด้วยต้นลั่นทม “ทิโพจิ” แปลว่า ห้วยนาน้อย สามารถเดินเท้าหรือนั่งช้างจากบ้านโขะทะได้ ส่วนทางรถยนต์เข้าถึงเฉพาะช่วงฤดูแล้งเท่านั้น โดยใช้เส้นทางทางเดียวกับทางไปน้ำตกทีลอซูและบ้านเปิ่งเคลิ่ง แต่แทนที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ให้ตรงไปก่อนถึงบ้านนุโพประมาณ 0.5 กม. จะมีแยกซ้ายเข้าหมู่บ้านทิโพจิอีก 12 กม. หมู่บ้านทิโพจิ มีผ้าทอฝีมือกะเหรี่ยง มีทั้งย่ามและผ้านุ่ง สีสันสวยงามติดต่อที่ผู้ใหญ่บ้าน และมีบึงแฝด ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่สองบึง ตั้งอยู่ใกล้กันท่ามกลางเทือกเขาหินปูน น้ำในบึงใสสะอาด มีฝูงเป็ดน้ำอาศัยอยู่ จะมีจำนวนมากในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูนกอพยพ บึงแฝดเป็นหลุมยุบ หรือ sinkhole ที่เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นหินปูน เมื่อน้ำเซาะจนชั้นหินปูนด้านผุพังลง ก็เกิดเป็นบึงขึ้นมา ใชเวลาเดินทางจากหมู่บ้านทิโพจิ ประมาณ 4-5 ชม. ระหว่างทางผ่านป่าไผ่ขนาดใหญ่ ชาวกระเหรี่ยงเรียกบึงแฝดนี้ว่า “ลาอือเอาะ” แปลว่า บึงที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง มีตำนานว่า เดิมเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกระเหรี่ยงสองหมู่บ้าน แต่คนในหมู่บ้านไม่รักษาขนบประเพณี ทำผิดศีลธรรมผิดผี จึงถูกลงโทษโดยเกิดฝนตกหนักท่วมหมู่บ้านทั้งสองกลายเป็นบึงแฝดนี้

หมู่บ้านเลตองคุ

อยู่ห่างจาก อ.อุ้มผาง 100 กม. โดยสามารถใช้เส้นทางรถยนต์ไปถึงบ้านเปิ่งเคลิ่ง จากนั้นเดินเท้าผ่านเข้าไปในประเทศพม่า ข้ามแม่น้ำก่อนวกเข้าสู่ฝั่งไทย การเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงเลตองคุ ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตชด. ที่ 347 เมื่อเดินทางไปถึงยอดเขาใกล้เขตบ้านเลตองคุจะมีปืนแขวนไว้หนึ่งกระบอก หากนักท่องเที่ยวยิงปืนหนึ่งนัด ชาวหมู่บ้านเลตองคุจะเตรียมอาหารเย็นไว้เผื่อ หมู่บ้านเลตองคุ เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่เรียกกันว่า กะเหรี่ยงน้ำ อพยพมาจากพม่า ชาวเลตองคุนับถือลัทธิฤาษี โดยจะไม่เลี้ยงและไม่กินเนื้อสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เช่น หมู เป็ด ไก่ สัตว์ที่เลี้ยงได้มีเพียงช้าง วัว และควาย ซึ่งเอาไว้ใช้งานเท่านั้น ห้ามกินเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีบุญคุณ และถ้าสัตว์เหล่านี้ตายไปจะต้องทำพิธีเผาให้ด้วย ส่วนสัตว์ที่ชาวเลตองคุกินคือปลาและสัตว์ป่าที่ไม่ได้เลี้ยงไว้ นอกจากนี้ยังห้ามดื่มเหล้าด้วย หมู่บ้านเลตองคุเคร่งครัดเรื่องประเพณี ความเชื่อ และมีกฎระเบียบมากมาย ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรระมัดระวังมิให้ผิดข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ห้ามมิให้สตรีผ่านเข้าไปยังด้านหน้าของเรือนเก็บงาช้าง ซึ่งเป็นงาช้างศักดิ์สิทธิ์ ฤาษีของชาวเลตองคุเป็นผู้ดูแลงาช้างซึ่งแกะสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางต่าง ๆ อายุกว่า 400 ปี ยาว 1.70 ม. มีน้ำหนักรวมกว่า 40 กก. ฤาษีพำนักอยู่เฉพาะในเรือนพำนัก ห้ามบุคคลอื่นเหยียบย่างขึ้นไป ยกเว้นเฉพาะศิษย์ของฤาษี ซึ่งเป็นชายหนุ่มกว่า 50 คน ไว้ผมยาวเกล้าเป็นจุกไว้ข้างหน้า และหมู่บ้านเลตองคุมีงานประจำปี ได้แก่ งานบุญเข้าพรรษา ออกพรรษา งานบุญเผาไฟ และงานบุญสงกรานต์

fall_25_5

ข้อมูลจาก : อบจ.ตาก

%d bloggers like this: