ความคิดมี..มิติ

“เพียงเปลี่ยนความคิด…ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป”

“วุฒิการเรียนน่ะ จำเป็นสำหรับลูกจ้างเท่านั้นแหละ”

“จำไว้นะ ความล้มเหลวของยอดคนน่ะ ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จคนธรรมดา เสมอ”

“การเรียนน่ะไม่สำคัญเท่าการศึกษาหรอก เรียนต้องรอคนสอน  ศึกษาคือหาเอง”

เรื่องๆ เดียวกัน แต่พอให้คนที่มี คุุณวุฒิ วัยวุฒิ ต่างกันมาพิจารณา…ผลลัพธ์ของคำตอบ…จะไม่เหมือนกัน

บทความที่่่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ เป็นบทความดีๆ เกี่ยวกับมุมมองของความคิด ระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จ

กับผู้ที่กำลังเริ่มเดินทางไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีเพื่อนของผมคนหนึ่ง(เภสัชกรหญิง)ได้ส่งมาให้ผมอ่าน เมื่อผมอ่าน

แล้วก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก จึงต้องการนำเสนอให้ท่านทั้งหลายได้ลองพิจารณาดู

คัดลอกมาจาก http://m.exteen.com/blog/bodyfit/read/1315510 (ผมได้แก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนของ

บทความนี้ด้วย)


ผมขอเอาอันเดิมมาด้วยรวมไว้ด้วยเลยนะครับ   ที่หายนานเนี่ยเพราะเรื่องตั้ง 45 เรื่องรวมกันแล้วมันยาวมากเลยนะ ผมเลยพยายามลดทอนให้สั้นลงแต่ยังคงอ่านเข้าใจน่ะครับ แต่มันยังยาวอยู่ดี   ฉนั้นคราวนี้ผมขอลง 1 – 10 ก่อนครับ

__________________________________

ออกตัวกันก่อนว่า เมื่อครั้งยังเรียนผมเป็นเด็กที่ไม่ใช่เด็กเรียน หรือคนในกรอบนักหรอก เพราะต้องพยายามหาตังค์ในระหว่างเรียนด้วย เหตุผลก็ไปดูได้จากตรงนี้  แต่โชคดีอย่างหนึ่งในชีวิตผมคือการได้มีโอกาศรู้จักกับคนกลุ่มหนึ่งที่จากการทำกิจกรรมในระหว่างเรียน การพบคนเหล่านี้ทำให้มุมมองหลาย ๆ อย่างในชีวิตของผมเปลี่ยนไปโดนสิ้นเชิง โดยมันมาจากการพูดคุยกับท่านเหล่านั้น พวกท่านเป็นกลุ่มเศษรฐีใหม่ ที่รวมกลุ่มกันและผมก็มักได้รับความเอ็นดู ให้ไปร่วมฟังการสนทนา อยู่บ่อย ๆ มันจึงเป็นที่มาของ 45 โยคเด็ดในชีวิตผม ซึ่งผมยังคงจดบันทึกไว้เพื่อ เอาออกมาอ่านอยู่เสมอ เพื่อเตือนใจตัวเอง

1.  23 พฤษภาคม 2542
ผมไปนั่งในกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งในฐานะเด็กที่มาช่วยงาน ทุกคนกันสนุกมาก แล้วก็หันมาถามผมว่า “แล้วจบไปจะไปทำงานอะไร”  …..  ผมคิดไว้ตั้งแต่เป็นเด็กจะไม่ทำงาน ผมตอบไปว่า “ผมจะสร้างงานเองครับ” หลังผมตอบ ทุกคนเงียบมองหน้ากัน แล้วปล่อยก๊าก อย่างเฮฮาออกมา ผมถึงกับหน้าถอดสี นี่ความคิดกูมันน่าขำ อย่างนั้นเลยเหรอวะ ? แต่แล้วผมก็ถูกคนที่นั้งอยู่ข้าง ๆ ตบหลังเบา ๆ ทั้งที่คนตบยังหัวเราะอยู่ “ดี…พี่ชอบความคิดเธอมาก ทุกคนที่นั้งอยู่ที่โต๊ะนี้ก็เคยคิดอย่างเธอนี่แหละ” มันทำหัวใจผมพองโตเลยล่ะ

2. ปลายมิถุนา 2542
ผมเริ่มเป็นที่ถูกชะตาของผู้ใหญ่กลุ่มนี้ พวกท่านมักชวนผมไปเดินเล่นด้วยเวลาไปตีกอล์ฟ หรือไปทำบุญ หรือไปทำการกุศล แต่ไม่ใช่ในฐานะเด็กมาช่วยงาน พวกท่านมักบอกกับทุกคนว่า ผมเป็นลูกหลาน วันนั้นผมถูกชวนไปงานเลี้ยงรับปริญญาเอก ลูกสาวเพื่อนของท่าน งานทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ในงานมีข้าราชการชั้นผุ้ใหญ่หลายคน มีแต่คนที่  ดร.  รศ.   ผศ.   ศ.  หรืออะไรก็ไม่รุ้อีกเยอะแยะ มันน่าชื่นชมมากสำหรับคนเรียนไม่เก่งอย่างผม ในตอนกลับผมได้มีโอกาศคุยกับท่่านเยอะหน่อยเพราะเป็นการขับรถข้ามจังหวัด ในการสนทนาเยอะแยะที่เกิดขึ้น ผมพูดขึ้นว่า “ผมอยากจะเรียนสูง ๆ อย่างนั้นบ้างจัง”  ผมก็ถูกถามสวนกลับมาทันที “ใหนว่าจะสร้างงานไง” ผมก็แปลกใจนะ “เพราะเรียนสูง ๆ ไปสร้างงานไงครับ”  ท่านก็ถามกลับแบบเป็นคำตอบในตัวมาเลย “แล้วเห็นอาจารย์ สอนวิชาเศษรฐศาสตร์ กับวิชาการลงทุน  หรือการเงิน  ทำธุรกิจแล้วรวยกันบ้างมั้ย พวกนั้นจบ ด็อกเตอร์กันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ?” เออแหะ… แต่ผมก็ต้องถามเพราะผมยังสงสัยด้วยวัยของผม ผมถูกที่บ้านสอนมาตลอดเรื่องการเรียนว่ามันทำให้เรารวย “อ้าว ! ….  งั้นเราไม่เรียนก็ได้สิครับ”  ผมว่าท่านก็ใจดีนะครับ ผมเองมาคิดถึงตัวเองในวันนนั้นยังว่าตัวเองน่ารำำคาญเลย “วุฒิการเรียนน่ะ จำเป็นสำหรับลูกจ้างเท่านั้นแหละ  เคยเห็นใบประกาศที่ใหนกำหนดวุฒิเจ้าของกิจการหรือเปล่าล่ะ” “งั้นก็ไม่จำเป็นต้องเรียนสิครับ ?” “ไม่ใช่ทั้งหมด…… การเรียนน่ะไม่สำคัญเท่าการศึกษาหรอก เรียนต้องรอคนสอน  ศึกษาคือหาเอง คนเราก็จำเป็นต้องเรียน ไม่งั้นจะศึกษาได้ไง แต่ถ้าจมอยู่กับการเรียน เราจะไม่รู้จักศึกษาอะไรเลย”  ผมอาจเขียนตกไปบ้าง แต่ท่านพูดประมาณนี้จริง ๆ มันให้ผมเห็นอะไร เปลี่ยนไปอีกแล้ว

3. ช่วงนี้ผมต้องทำงานส่งอาจารย์ ใหนจะงานชมรม ใหนจะงานส่วนตัวที่รับเค้ามาทำ ใหนจะเวลาต้องให้กิ๊ก(ก็คนปกติคนหนึ่งต้องมีบ้างแหละ) แค่ 3-4 อย่างมาพร้อม ๆ ผมก็แทบจะบ้า แต่ผมก็ต้องมาแปลกใจเมื่อเห็น  เฮียคนหนึ่งในกลุ่มผุ้ใหญ่ที่ผมรู้จัก ทำงานตั้งมากมายหลายอย่าง แล้วยังสำเร็จทุกอย่าง แล้วยังเห็นแกก็มีเวลาไปทำบุญ ไปบริจาคของช่วยคน ทั้งยังไปเล่นกีฬาออกกำลัง แล้วยังมีเวลาให้ครอบครัวที่อบอุ่นได้อีกตะหาก กระทั่งวันหนึ่งผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเฮีย หลังการเอาวัสดุก่อสร้างไปช่วยชาวบ้านซ้อมสะพานที่โดนน้ำซัดพังไป(พวกข้าราชมีไว้ทำไมผมก็ยังแปลกใจ)  เสร็จธุระเรากลับมาเดินเล่นด้วยกันอีก 9 หลุม ได้โอกาสผมเลยต้องถามสิ่งที่สงสัยมานาน “เฮียครับ ผมเห็นเฮียทำอะไรบ้างก็ไม่รู้นับอย่างแทบไม่ถ้วน แล้วเฮียเอาเวลาที่ใหนไปทำครับเนี่ย” “คนทุกคนมีเวลาเท่ากันนั่นแหละ เฮียก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากับทุกคน เฮียเห็นคนส่วนมากชอบบ่นว่าไม่มีเวลา  แต่พอมีเวลา เฮียก็ไม่เห็นเขาทำอะไร นอกจาก ฆ่าเวลา”  จบปัญหาคาใจไปเลยครับ กระจ่างชนิดที่มีแสงออกมารอบตัวผมตอบนั่นเลย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยฆ่าเวลาอีกเลย(บางทีก็เผลอบ้างแหละครับ) จนผมถูกคนรอบ ๆ ข้างมองว่าเป็นตัวประหลาดก็บ่อย ๆ

4. ตอนนี้อยู่ปี 4 แล้วผมต้องทำงานมากขึ้น ทั้งงานเพื่อการเรียน  งานเพื่อเงิน   และงานเพื่อหัวใจ  ผมแทบไม่ได้เห็นหน้าเพื่อน ๆ ร่วมชั่นเรียน เพราะนอกจากเวลาที่ผมต้องไปเรียนแล้ว และเวลาที่เธอมาเรียน(ผมชอบไปเพื่อมองเธอ) ผมก็จะไม่เข้าไปที่ภาควิชาเลย ผมเริ่มเหนื่อย ผมเริ่ม เบื่อ ผมเริ่มท้อ วันหนึ่งผมได้มีโอกาสปรับทุกข์กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เพราะผมขอติดรถไปต่างจังหวัดกับท่านด้วย “ผมล่ะเหนื่อยมากเลยครับอา คนอื่นได้หยุดพักผ่อนเสาร์ อาทิตย์ ได้ไปเที่ยว แต่ผมทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้” เราคุยกันมาหลายประโยค ตลอดเส้นทายนับร้อยกิโลที่ผ่านมา แต่พอผมเริ่มแสดงอาการท้อ ท่านก็สั่งให้คนขับรถขับข้าลง “วันหยุด ใครกำหนดล่ะหนวด(ผู้ใหญ่หลายท่านเรียกผมแบบนี้เพราะผมมีหนุดเคราเยอะบางทียุ่งกับงานจนไม่ค่อยได้โกน เลยมักถูกเรียกว่าหนวด) ”  “ก็เรานี่แหละครับอา” “อืมใช่…. แล้วเรายังจะไปเป็นทาสสิ่งที่เราสร้างขึ้นรึไง ?” เหมือนโดน อา กระโดดถีบ ยอด อก เลยครับผมเลิกบ่นเรื่องนี้ในทันที และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเลยครับ

5. ความท้อที่ยิ่งใหญ่ : ผมหมดไฟอย่างสิ้นเชิงหลังจากรู้ชะตาว่า ผมคงไม่ได้จีบหญิงคนนั้นที่ผมหวัง ถึงจะทำงานหนักแค่ใหนก็ตามที ผมหยุดทำงานในสุดสัปดาห์ ไปเดินเล่นกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เพราะระหว่างเดินเล่นกันผมมักได้ฟังท่านเล่าอะไรดี ๆ ให้ฟังเสมอ แต่ครั้งนี้ผมถามก่อนเลย

“คุณลุงครับ ผมจะทำยังไงกับอนาคตผมดีครับเนี่ย ผมฝันไกลไปหรือเปล่าก็ไม่รู้”

คุณลุง: “ฉันจำได้ว่า นายพูดว่าจะสร้างงาน ไม่ไปของานใครทำ มันก็ดีแล้วนี่ ทำไมเหรอ คิดจะเลิกแล้วเหรอ”

ผมตอบว่า: “ผมกลัวว่า ผมทำไม่ได้สิครับ”

คุณลุง: “รู้ว่าจะล้มเหลวก็ต้องทำต่อ”

ผม: “อ้าว ! ทำไมล่ะครับ แบบนี้ก็เสียเวลาเปล่าสิครับ”

คุณลุง: “ถ้านายเลิกซิ…เสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ ถ้ามันดีแล้วทำไปเถอะ นายหวังไกลเกินคนอื่น ก็ต้องเหนื่อยเกินคนอี่น เป็นธรรมดา คนอื่นตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ 10 กม. อีกไม่นานพวกเขาก็จะประสบความสำเร็จ แต่นายตั้งไว้ 100 กม. นายอาจล้มเหลวจนลุกไม่ได้ตอน กม. ที่ 50 ที่นั่นก็แปลว่านายมาไกลกว่าคนอื่นมากแล้ว จำไว้นะ ความล้มเหลวของยอดคนน่ะ ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จคนธรรมดา เสมอ” คิดแล้วผมล่ะทุเรศความอ่อนแอตัวเองในตอนนั้น

6. พอผมเริ่มทำงาน มีผุ้ใหญ่ท่านหนึ่งแนะนำให้ผมเป็นลูกจ้างลองดูซักครั้ง แล้วโลกจะกว้างขึ้น “ทำไมล่ะครับพี่ ผมตั้งเป้าของานใครทำนะ ผมจะสร้างงาน” “ใช่นั่นอุดมการณ์ของแก แต่แกรู้มั้ย อุดมการณ์น่ะทำให้มุ่งมั่นแบบนี้ก็ดีแล้ว แต่บางครั้งอุดมการณ์ก็ทำให้โลกทัศน์ของแกแคบลงเลื่อย ๆ ได้เหมือนกันนะ รองทำในสิ่งที่ไม่ยากหรือคบกับคนที่เขาคิดต่างกับเราดูสิ” ok เลย ผมไปสมัครงานเป็นลูกจ้างในวันต่อมาเลย แล้วก็จริง ๆ นั่นแหละมันให้อะไรมากเลย

7. เป็นลูกจ้างมา 6 ที่ใน 1 ปี … ผมทำหลายที่พร้อมกันน่ะครับ ไม่ใช่ออกงานบ่อยนะ  ผมก็สังเกตุเห็นอย่างหนึ่งในสังคมการทำงาน ที่แก่งแย่งชิงดี จนผมได้กลับไปพบกับผู้ใหญกลุ่มนี้ เพราะทุกคนไปในงานวันเกิดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกลุ่มนี้ “เห้ย.. เป็นไงวะ รองทำงานเหมือนที่ ไอ้…แนะนำหรือยัง” “ทำแล้วครับเฮีย” “ดูสีหน้าตอบสิ พี่ว่าดูจะไม่ชอบเอามาก ๆ เลยสิท่า”ผุ้ใหญ่อีกท่านแซวต่อ “ก็มันน่าเบื่อนี่คครับ ทะเลาะกัน ขายกัน แทงข้างหลังกัน เพื่อแลกกับเงินไม่กี่บาทน่ะครับ” “นี่แหละหนวด  มันคือสัตว์สังคมล่ะ  ทุกคนน่ะอยากอยู่เหนือคนอื่นเสมอ แต่วิธีที่ทำให้เราอยู่เหนือคนอื่นมันมีแค่สองวิธี วิธีแรกคือพัฒนาตัวเองจนสูงขึ้นไป  ส่วนวิธีที่สองคือดึงให้คนอื่นตกต่ำลงไปกว่าเรา  ……..  แล้วคนส่วนมากเลือกใช้วิธีที่สอง” อืม…. เข้าใจ สัตว์สังคมเลยแหะ smiley

8. ปีที่ 2 ผมเริ่ม เอาเงินเก็บตัวเองที่มีเก็บออมไว้มาหัดลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ….. ผ่านไปจนกระทั่งหมดปีที่สอง ผมล้มเหลวในทุกการลงทุน !   …..  ยังดีที่ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนผมยังมีโอกาศได้พี่พบเลี้ยงในสนามลงทุนของผม ผมไปเดินเล่นกันแต่เช้าเหมือนทุกครั้ง “เห้ยเป็นไงวะ คราวนี้ผลประกอบการเป็นไง ?”  คำตอบก็เหมือนทุกครั้ง “เหมือนเดิมครับ” “เออดี ๆ งั้นปีนี้รวมแล้ว 5 อย่างแล้วสิ” “ครับ… T_T” พี่ก็ว่าดีทุกครั้งนั่นแหละ จะบ้าตาย “แล้วเมื่อไหร่ผมจะสำเร็จบางล่ะพี่” “ก็เอาไว้เอ็ง เจ๊งจนสาแก่ใจนั่นแหล่ะ” นั้น… ยังมาตอบกวนซะงั้น ฟาดด้วยหัวไม้ดีมั้ยเนี่ย  “โหพี่…. คำตอบพี่ทำผมท้อแล้วนะเนี่ย” “555 …. พี่ตอบจริง ๆ นะโว้ย  ก็พี่เห็นเองไม่เบื่อที่จะเจ๊งซักที จะทำอะไรก็เอาเงินไปวาง แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป ไม่ได้ไปใส่ใจอะไรกับมันนี่หว่า การลงทุนน่ะไม่เหมือนการหยอดกระปุกออมสินนะ ไอ้บ้า!” ก็เพราะแบบนี้แหละครับ การลงทุนครั้งต่อมาของผมถึงได้ ไม่เจ๊ง

9. ผมเริ่มลงทุนทำธุรกิจแล้วได้กำไรเป็นครั้งแรก ผมดีใจมาก ๆ ผมรอวันไปเดินเล่นครั้งหน้ากับผุ้ใหญ่ในคราวหน้า “ผมได้กำไรแล้วครับ ดูท่ามันจะพาตัวเองไปได้แล้ว” “อืม…ดีแล้ว ว่าแต่เธอจะทำอะไรต่อล่ะ” “ผมกะจะดูตัวนี้รอดก่อนครับ เดี่ยวล้มอีกจะแย่เอา” “ไม่ต้องรอหรอก ลงมือเลย ได้จะได้รู้ไงว่า ถ้าต้องทำหลายอย่าง จะต้องดูแลมันยังไง” “เอ้า !… มันเพิ่งสำเร็จนะครับเฮีย… ถ้ามันล้มขึ้นมาจะทำไงล่ะครับ”  “ก็ดีสิ จะได้ประสบการณ์ไง” เวรกำ…พยายามมาตั้งนานสูญเงินเก็บไปค่อนล้านไม่เห็นคุณค่าความพยายามผมเลยเหรอเฮีย T_T   “ทำเถอะอายุเท่านี้เรียนรู้ให้ครบซะ พอโตขึ้นจะได้เป็น เด็กน่ะเดินได้เพราะเขาลองเดินเองนะ ไม่ใช่เพราะดูพ่อแม่เดินให้ดูอย่างเดียว” แต่ผมก็บ้ายุแหะ ทำตามเค้าบอกเฉยเลย

10. แน่นอนครับ ผมล้มอีกครั้ง ทั้งกิจการใหม่พร้อมกิจการที่เพิ่งสำเร็จไป รอบนี้เซ็งแบบโคตร ๆ กะไม่อะไรอีกแล้ว พอดีไปได้งานประจำที่รายได้ดีมาก ๆ งานหนึ่ง ผลเลยหลงลืมคำพูดตัวเองไปซะแล้ว ผลไม่ได้ไปออกรอบทุกสัปดาห์ที่ 3 กับทุกคนมา 4 เดือนแล้ว เพระาผมกำลังสนุกกับงาน และไม่อยากไปหาทุกท่านตอนนี้ เพราะผมคงโดนต่อว่าเอา ในที่สุดผมไปพบกับผุ้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง “อ้าว… สวัสดีครับคุณอา” “อืมสวัสดี…. หายหน้าหายตาไปใหน ทุกคนถามถึงกันนะ  รู้มั้ยนายไม่อยู่ทุกคนมีเวลาเดินคุยกันน้อยลงนะ ” คือผมตีลูกเข้าป่าบ่อย ๆ น่ะครับ ก๊วนผมก็เลยช้ากว่าชาวบ้านเค้า  “ปะ ..ไปนั้งโต๊ะเดียวกับเฮียก็ได้ ลูกค้าเฮียกลับกันหมดแล้ว” เรานั้งคุยกันมาราว ๆ 3 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งจาการสนทนานี้ทำให้ผมตัดสินใจลาออกในอีก 4 เดือนต่อมา เพราะผมประโยคหนึ่ง “ชีวิตคนเรา ทำงานรอวันเกษียน  ซึ่งนั่นเป็นการเกษียนจากรายได้  แต่เขาลืมนึกไปว่ามนุษย์เราไม่มีใครเลยที่เกษียนจากรายจ่าย”

Advertisements
%d bloggers like this: