รักษาโรคชอบแก้ตัวของคุณ : โรคแห่งความล้มเหลว

คนที่ไม่ประสบผลสำเร็จนั้นมักจะป่วยเป็นโรคจิตตาย เรียกโรคชนิดนี้ว่า

โรคชอบแก้ตัว ความล้มเหลวทุกครั้งจะติดเชื้อโรคนี้มาก่อนเสมอ และคนโดยทั่วไป

มักจะมีเชื้อของโรคนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย

คุณจะพบว่าการชอบแก้ตัวแสดงถึงความแตกต่างระหว่างคนที่ก้าว

หน้ากับคนที่อยู่กับที่ และคุณจะพบว่าคนที่ยิ่งประสบผลสำเร็จสูงนั้นมักจะเป็น

คนที่ไม่นิยมการแก้ตัวมากเท่านั้น

คนที่ไม่ไปไหนและไม่มีแผนการที่จะไป มักจะมีเหตุผลมากมายที่จะ

อธิบายว่าทำไมจึงไม่ไปไหน เป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่ประสบผลสำเร็จน้อย มัก

จะอธิบายได้ยือยาวว่าทำไมเขาไม่ได้ทำ ทำไมเขาไม่ทำ ทำไมเขาจึงทำไม่ได้

และทำไมเขาจะไม่ทำ

ศึกษาชีวิตของคนที่ประสบผลสำเร็จแล้ว คุณจะพบความจริงที่ว่า ข้อ

แก้ตัวทั้งหมดของคนที่ไม่ประสบผลสำเร็จนั้น ที่จริงแล้วก็อาจเป็นข้อแก้ตัวของ

ผู้ที่ประสบผลสำเร็จได้ แต่ผู้ประสบความสำเร็จจะไม่ใช้เหตุผลเหล่านั้นเป็นข้อ

แก้ตัว

โรคชอบแก้ตัวจะลุกลามเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ ถ้าไม่ได้รับการเยียวยา

อย่างถูกต้องและทันที ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตใจนี้จะเริ่มมีอาการ “เราทำไม่ได้

ดีเท่าที่ควรจะเป็น จะหาเหตุผลอะไรดีที่จะรักษาหน้า สุขภาพไม่ดี? เรียนน้อย?

แก่เกินไป? ยังเด็กเกินไป? โชคไม่ดี? ภรรยา? พื้นฐานครอบครัว”

เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคแห่งความล้มเหลวนี้ได้ค้นพบ “เหตุผลที่ดี” แล้วเขา

ก็จะใช้มันเป็นข้อแก้ตัวกับตัวเองและคนอื่นว่าทำไมเขาจึงไม่ก้าวหน้า

แต่ละครั้งที่ี่ผู้ป่วยแก้ตัว คำแก้ตัวนั้นก็จะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของ

เขา ความคิดไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ เติบโตและมั่นคงขึ้นเมื่อได้รับการ

ตอกย้ำ ในครั้งแรกผู้ป่วยรู้ตัวดีว่าข้อแก้ตัวนั้นไม่มากก็น้อยเป็นคำโกหก แต่ยิ่ง

เขาพูดย้ำมากขึ้นเท่าไร เขาจะรู้สึกเชื่ีอมากขึ้นเท่านั้นว่าคำพูดนั้นเป็นความจริง

และเขาจะเชื่อจริงๆ ว่าข้อแก้ตัวที่ใช้นั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาไม่ประสบ

ผลสำเร็จตามที่ควารจะเป็น

การชอบแก้ตัวปรากฏในรูปแบบต่างๆ กัน แต่รูปแบบที่แย่ที่สุดก็คือ

เรื่อสุขภาพ ความเฉลียวฉลาด อายุ และโชค มาดูกันว่า คุณจะป้องกันตัวเอง

จากโรคชอบแก้ตัว 4 ประการนี้อย่างไร

ข้ออ้างยอดนิยม 4 ประการ

1.ข้ออ้างเรื่องสุขภาพ คือสุขภาพผมไม่ดี ข้อแก้ตัวเรื่องสุขภาพ

มีตั้งแต่ประเภทเรื้อรัง เช่น “ผมรูสึกแย่มาก” จนถึงประเภทเฉพาะเจาะจง

เช่น “ผมป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้”

สุขภาพไม่ดีในรูปแบบเป็นร้อยเป็นพันชนิด ถูกใช้เป็นข้ออ้างที่จะ

ไม่ทำในสิ่งที่ผู้คนต้องการจะทำ ไม่ยอมรับผิดชอบในภาระหน้าที่ที่สูงขึ้น ไม่

ทำงานหาเงินมากขึ้น และไม่ประสบผลสำเร็จ

คนนับล้านๆ คนป่วยเป็นโรคชอบแก้ตัว ซึ่งส่วนมากแล้วข้อแก้ตัว

เหล่านั้นล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น ลองคิดสักนิดถึงคนที่คุณรู้จักซึ่งประสบความสำเร็จสูง

เขามีข้อแก้ตัวหรือไม่ ก็จะพบว่าคนเหล่านั้นล้วนแต่มีปัญหาทางสุขภาพที่จะใช้

เป็นข้ออ้างได้ทั้งสิ้น แต่เขาไม่ใช้

หลัก 4 ประการที่ใช้ต่อสู้กับข้ออ้างเรื่องสุขภาพ วัคซืนที่ดีที่สุดที่

จะป้องกันแก้ตัวทางด้านสุขภาพประกอบไปด้วยตัวยา 4 ประการดังต่อไปนี้

1. ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่อสุขภาพของคุณ ยิ่งคุณพูดถึงเรื่องความเจ็บ

ป่วยมากเท่าไร ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา คุณก็จะยิ่งรู้สึกว่าไข้มันจะ

หนักยิ่งขึ้น พูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศที่เลวก็เหมือนใส่ปุ๋ยให้กับวัชพืช นอกจาก

นั้นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคุณเป็นนิสัย+ที่ไม่ดี เพราะจะทำให้คนอื่น

เบื่อหน่าย มันทำให้คุณดูเหมือนคนที่สนใจแต่ตัวเอง คนที่มุ่งสู่ความสำเร็จสามารถ

เอาชะความโน้มเอียงที่จะพูดเกี่ยวกับสุขภาพที่ไม่ดีของเขาได้ คุณอาจจะ

(ผมย้ำคำว่าอาจจะ) ได้รับความเห็นใจนิดหน่อย แต่คุณจะไม่ได้รับการยอมรับ

นับถือจากการที่เป็นคนช่างบ่นนี้เลย

2. ปฏิเสธที่จะปริวิตกหรือเป็นทุกข์หนักใจเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

3. จงรู้สึกยินดีอย่างจริงใจที่สุขภาพของคุณดีเท่าๆ กับของคนอื่น

มีภาษิตเก่าแก่ที่ควรจะถูกย้ำบ่อยๆ ว่า “ผมรู้สึกสงสารตัวเองเพราะผมมีแต่

รองเท้าขาด จนกระทั่งผมพบผู้ช้ายที่ไม่มีเท้า” แทนที่จะบ่นเกี่ยวกับเรื่อง

“รู้สึกแย่” คุณควรจะดีใจที่สุขภาพของคุณดีเท่่าที่เป็นอยู่ ถ้าคุณพอใจสุขภาพ

ที่เป็นอยู่ก็จะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิุภาพที่จะต่อต้านความเจ็บปวดและโรค

ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่

4. เตือนตัวคุณบ่อยๆ ว่า “สึกไปดีกว่าเป็นสนิม” ชีวิตเป็นของคุณที่จะ

สนุกสนาน อย่าปล่อยให้เสียไปอย่างไร้ประโยชน์ อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไป

โดยการคิดถึงแต่ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล

2. ข้ออ้างเรื่องความฉลาด คือคุณต้องหัวดีถึงจะประสบผลสำเร็จ

ข้ออ้างเรื่องความ ไม่ฉลาด หรือ ไม่มีหัวคิด ค่อนข้างจะเป็นเรื่องปกติ

ที่จริงเป็นเรื่องที่ปกติมากเสียจนคน 95 เปอร์เซ้นต์รอบๆ ตัวเราใช้มันในอัตรา

ต่างๆ กัน ไม่เหมือนข้อแก้ตัวอื่น คนที่ถูกทรมานจากโรคนี้มักจะต้องทนเจ็บ

อย่างเงียบๆ มีคนไม่มากนักที่จะยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเขาฉลาดไม่พอ

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เขาเหล่านั้นรูสึกอยู่ในส่วนลึกของจิดใจ

คนเราส่วนใหญ่เข้าใจผิดใน 2 ประการหลักๆ เกี่ยกับเรื่องของความ

ฉลาด คือ

1. ประเมินหัวสมองของตัวเองต่ำเกินไป

2. ประเมินหัวสมองของคนอื่นสูงเกินไป

เพราะความผิดพลาดเหล่านี้ คนจำนวนมากจึงประเมินราคาตัวเอง

ถูกเกินไป ดังนั้นจึงไม่กล้าำทำีำงานที่ท้าทายเพราะงานเหล่านั้น ต้องการหัว

สมองชั้นยอด แต่แท้ที่จริงแล้วคนที่ไม่สนใจเรื่องความฉลาดจะได้ทำงานนั้น

สิ่งที่เป็นสาระจริงๆ นั้นไม่ใช่ว่าคุณจะฉลาดแค่ไหน แต่เป็นว่าคุณใช้

สิ่งที่คุณมีอยู่อย่างไร ความคิดทีี้นำหัวสมองคุณนั้นสำคัญกว่าความฉลาดของคุณ

ให้ผมย้ำ ณ ที่นี้ เนื่องจากเ็นเรื่องที่สำคัญมากว่า ความคิดที่ชี้นำความฉลาดของคุณ

มีความสำคัญมากกว่าปริมาณความฉลาดที่คุณมีอยู่

หลัก 3 ประการที่จะรักษาโรคชอบแก้ตัวว่า ไม่ฉลาด

1. อย่าประเมินมันสมองของคุณต่ำเกินไป และอย่าประเมินของผู้ือื่น

สูงเกินไป ยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่คุณมี ค้นให้พบความสามารถพิเศษที่คุณมีอยู่ อย่า

ลืมว่าปริมาณสมองไม่เป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือ วิธีที่คุณใช้สมองของคุณ

จัดการกับสมองแทนที่จะห่วงเกี่ยวกับเรื่องไอคิวของคุณ

2. เตือนตัวเองวันละหลายๆ ครัง ทัศนคติสำคัญกว่าสมอง ฝึกให้มี

ทัศนคติเป็นบวกทั้งที่บ้านและที่ทำงาน หาเหตุผลว่าทำไมคุณจะทำได้ ไม่ใช่

เหตุผลว่าทำไมจึงทำไม่ได้ พัฒนาทัศนคติประเภท กำลังชนะ ใช้ความสามารถ

ของคุณไปในทางที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ ใช้มันหาหนทางที่จะชนะ ไม่ใช่

ใช้พิสูจน์ว่าคุณจะแพ้

3. จำไว้ว่า ความสามารถที่จะคิดมีค่ามากกว่าความสามารถในการจำ

ข้อมูลตัวเลขมาก ใช้สมองของคุณในการสร้างและพัฒนาความคิด หาวิธีใหม่ๆ

ในการที่จะทำสิ่งต่างๆ ถามตัวคุณเองว่า “ฉันจะใช้ความสามารถเพื่อเสร้าง

ประวัติศาสตร์ หรือจะใช้มันเพียงเีพื่อที่จะบันทึกประวัติศาสตร์ที่คนอื่นสร้าง?”

3. ข้ออ้างเรื่องอายุ คือไม่มีประโยชน์หรอก ผมแก่เกินไปเสียแล้ว

หรือยังเด็กเกินไป ข้อแก้ตัวทางด้านอายุ โรคของความล้มเหลวที่เกิดจาก

การที่อายุยังไม่เหมาะสมสักทีนี้มาในรูปแบบที่มองเห็นได้ง่ายๆ 2 ประการ

คือ ผมแก่เกินไปเสียแ้วกลุ่มหนึ่่ง และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผมยังเด็กเกินไป

คุณคงเคยได้ยินคนนับร้อยในทุกวัยที่อธิบายถึงวความไม่ประสบผล

สำเร็จในชีวิตของเขาทำนองนี้ว่า “ผมแก่เกินไป หรือเด็กเกินไป ที่จะเริ่มตอนนี้

ผมไม่สามารถทำในสิ่งที่ผมต้องการ หรือทำไม่ไหวเพราะอุปสรรคเรื่องอายุ

มันเป็นเรื่องน่าประหลาดและโชคร้ายที่มีคนจำนวนน้อยมากที่รู้สึกว่า

ตัวเองอยู่ในวัย “กำลังดี” ข้ออ้างเรื่องอายุได้ปิดโกาสของผู้คนเป็นจำนวน

มหาศาล เขาเหล่านั้นคิดว่าวัยของเขาไม่เหมาะสม ดังนั้นเขาไม่สนใจแม้แต่จะ

ลองทำ

กลุ่มที่อ้างว่า “ผมแก่เกินไป” เป็นกลุ่มที่ใช้ข้ออ้างทางด้านอายุมากที่สุด

โรคนี้ขายตัวด้วยวิธีการที่ค่อนข้างซับซ้อน แม้กระทั่งการผ่านทางสื่อต่างๆ

เช่น บทละครและบทความในวารสารในหัวข้อประเภท คุณแก่เกินไปแล้วเมื่อ

อายุคุณขึ้นต้นด้วยเลยสี่ ซึ่งมักจะฮิตไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่เป็นเรื่อง

ที่ตรงกับความต้องการของพวกขี้วิตกทั้งหลายที่กำลังมองหาข้อแก้ตัวให้กับ

ตนเอง

วิธีการรักษาข้ออ้างในเรื่องอายุ

1. มองอายุปัจจุบันของคุณในแง่บวก คิดว่า “คุณยังหนุ่ม” ไม่ใช่

“คุณแก่ตัว” คิดในสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างความกระตืนรือร้น และความรู้สึก

ของความเป็นหนุ่ม

2. คำนวณเวลาที่คุณยังสามารถทำงานได้อย่างขยันขันแข็ง อย่าลืมว่า

คนอายุ 30 ปี ยังคงเหลือเวลาที่จะทำงานอีกถึง 80 เปอร์เซนต์ และคนอายุ

50 ปี ยังคงเหลือเวลาทำงานถึง 40 เปอร์เซนต์ ซึ่งมักจะเป็นเวลา 40 เปอร์เซนต์

ที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา ชีวิตแท้ที่จริงแล้วยาวกว่าที่คนส่วนมากคิด

3. ใช้เวลาในอนาคตทำในสิ่งที่คุณต้องการทำจริงๆ จะเป็นการสาย

เกินแก้ถ้าคุณปล่อยให้จิดใจของคุณเป็นไปในทางลบ และคิดว่ามันสายเกินไป

เสียแล้ว เลิกคิดว่า “เราควรจะเริ่มนานแล้ว” เพราะนั่นเป็นความผิดแห่ง

ความล้มเหลว แต่คิดว่า “เราจะเริ่มทำเดี๋ยวนี้ อนาคตอันสดใสรอยู่ข้างหน้า”

นี่คือสิ่งที่คนที่ประสบผลสำเร็จคิด

4. ข้ออ้างเรื่องโชค คือ แต่กรณีของผมไม่เหมือนของคนอื่น ผม

โชคไม่ดี เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจรคนหนึ่งพูดถึง

เรื่องความปลอดภัยบนถนนหลวง เขาชี้ให้เห็นว่ามีคนตายด้วยสิ่งที่เรียกว่า

อุบัติเหตุทางการจารจรกว่า 40,000 คนในแต่ละปี ประเด็นหลักของปาฐกถา

ของเขาก็คืน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นอุบัติเหตุที่แท้จริง สิ่งที่เราเรียกว่าอุบัติเหตุที่

จริงแล้วเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ หรือความบกพร่องของเครื่องยนต์

หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน

สิ่งที่ผู้เชียวชาญท่านนี้บอกกับเรา นับเป็นการยืนยันคำพูดของนัก

ปราชญ์ที่สอนคนเรามานับหลายชั่วอายุคนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่เหตุ ไม่มี

อะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แม้กระทั่งเรื่องของลมฟ้าอากาศก็ไม่ใช่เหตุที่เกิด

โดยบังเอิญ แต่เป็นผลของเหตุการณ์เฉพาะ เช่นเดียวกับชีวิตของคนเราที่ไม่ได้

ขึ้นกับโชคชะตาอะไรทั้งสิ้น

ถึงอย่างนั้นก็ตาม แทบจะไม่มีวันไหนที่เราจะไม่ได้ยินคนโทษว่า ปัญหา

ของเขาเกิดจาก “โชคไม่ดี” และก็แทบจะไม่มีวันไหนอีกเช่นกันที่คุณจะไม่ได้

ยินคนบางคนอ้างว่า ความสำเ็ร็จของอีกคนหนึ่งนั้นเกิดจาก “โชคช่วย”

สมมติว่าธุรกิจถูกจัดการโดยอาศัยการเสี่ยงดวงอะไรจะเกิดขึ้น? ถ้า

ดวงเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไร และใครจะไปที่ไหน ธุรกิจทุกแห่งจะต้อง

เจ๊งหมด ลองสมมติว่าบริษัทการค้าขนาดใหญ่ถูกจัดการโดยการเสี่ยงดวง

เพราะฉะนั้นในการปรับโครงสร้างองค์กร รายชื่อของพนักงานทั้งหมดจะต้อง

ใส่ไว้ในกล่อง รายชื่อพนักงานคนแรกที่ถูกจับได้จะได้รับการแต่งตั้งเป็น

กรรมการผู้จัดการ คนที่สองเป็นผู้ช่วย และอื่นๆ จนคนสุดท้ายเป็นเด็กเสิร์ฟ

กาแฟ

โง่เง่าใช่ไหม? แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าทุกสิ่งขึ้นอขู่กับดวง

คนที่ก้าวหน้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในอาชีพการงาน เช่น การบริหาร

ธรกิจ การขาย กฏหมาย วิศวกรรม การแสดง หรืออาชีพอะไร ก็ตาม ขึ้นสู่

ตำแหน่งนั้นได้ก็เพราะการมีทัศนคติที่เหนือกว่า และใช้สามัญสำนึกที่ดีในการ

ทำงานที่ยากลำบากทั้งหลาย

หลัก 2 ประการที่เอาชนะข้ออ้างเรื่องโชค

1. ยอมรับกฎของสาเหตุและผล พิจารณาอีกครั้งถึงสิ่งที่ดูเหมือนว่า

เป็น “โชคดี” ของคนอื่น คุณจะพบว่าไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเรื่องของการ

เตรียมการ การวางแผน และความคิดที่มุ่งสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่มาก่อน

โชคลาภ พิจารณาอีกครั้งถึงเรื่องที่ดูเหมือนเป็น “โชคร้าย” ของคนบางคน คุณ

จะพบเหตุผลที่แท้จริง นายสำเร็จเวลาแพ้ล้มเหลว เขาจะเรียนรู้และเอาชนะ

ในที่สุด แต่นายแพ้เวลาพ่ายแพ้ เขาไม่รู้จักจำ

2. อย่าเป็นคนเพ้อฝัน อย่าคิดให้เปลืองสมองและฝันถึงวิธีการเอาชนะ

หรือประสบผลสำเร็จโดยไม่ต้องทำอะไรเลย คุณไม่อาจจะประสบผลสำเร็จได้

โดยอาศัยโชคชะตาอย่างแน่นอน ความสำเร็จมาจากการกระทำและการเรียนรู้

อย่างลึกซึ้งถึงหลักการต่างๆ ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ อย่างพึ่งดวงเพื่อความ

ก้าวหน้าในตำแหน่งงาน หรือเพื่อให้ประสบชัยชนะ หรือให้ได้สิ่งดีๆ ในชีวิต

ตรงกันข้ามเน้นการพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ในตัวเองที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ

%d bloggers like this: