สุดยอดแห่งความสำเร็จ ตอนที่ 1

กล่าวกันว่า ความทรงจำ คือหีบสมบัติที่แท้จริง เพียงประการเดียว ที่อยู่ใน

ครอบครองของคนเรา และภายในนั้น ล้วนแล้วแต่เก็บสะสมไว้ ซึ่งอัญมณี

แห่งวารวันอันผ่านเลย

หากเป็นเช่นนั้นจริง มิพักต้องสงสัยเลยว่า อัญมณีทรงค่าที่สุดของข้า ก็คือ

การได้รู้จัก และทำงานรับใช้บุรุษ ผู้ซึ่งนามของเขามีความหมายว่า “ผู้ยุติธรรม”

หรือ “ผู้บริสุทธิ์”… ซัคเคอุส

การพบกันครั้งแรกของเราทั้งสองนั้น นานแสนนานมาแล้ว ตั้งแต่ยังเยาว์อยู่

ในตลาดแห่งเจริโค อันแออัดไปด้วยฝูงชน ซึ่งข้าตุหวัดตุเหร่ไป หลังจากโดนพ่อ

เลี้ยงเฆี่ยน ข้าตกลงใจแน่วแน่ว่า หนนี้จะเป็นการเฆี่ยนตีครั้งสุดท้าย

ขณะกำลังนั่งบนม้าหินตัวหนึ่ง พลางก็ทุกข์เทวถึงอนาคต และก่นแต่สงสาร

ตนเองอยู่นั้น ข้าก็เห็นซัคเคอุสเป็นครั้งแรก มีซุงไม้ซีดาร์หลายท่อน มัดติดอยุ่บนหลัง

น้ำหนัก และความยาวของมัน ทำให้เขาต้องเดินโซซัดโซเซไปมา และคอย

ประคองกายไว้ตลอดเวลา เป็นที่น่าหวาดเสียวแก่ผู้คนที่เดินสวนทางมา จนก่นด่าใส่อยู่

ไม่ขาดระยะ

หลังของเขางองุ้มจนแทบหักพับ ด้วยน้ำหนักมหาศาลที่กดทับอยู่ แต่ขณะที่

เขาซวนเซผ่านไป ข้าก็ต้องประหลาดใจสุดขีด เพราะได้ยินบุรุษผู้นี้ ครวญเพลง

ไปด้วย

ข้ายังจำได้ว่า ให้รู้สึกฉงนฉงายยิ่งนัก ว่าเจ้าคนน่าเวทนานี่ ร้องเพลงหาอะไร

กันนะ?

ในฉับพลันนั้น ต่อหน้าต่อตาข้า เขาก็สะดุดก้อนหินล้มคว่ำลง ภายใต้ท่อน

ซุงหนักอึ้งหอบนั้น

ในภาวะจิตใจหดหู่เช่นนั้น ข้าไม่ปรารถนาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโชคร้ายของ

ใคร แต่ในเมื่อผู้ที่เดินผ่านไปมา เพียงแต่ชำเลืองมองร่างที่แน่นิ่งนั้นเท่านั้นเอง

ในที่สุด ข้าก็เลยวิ่งเข้าไป แล้วช่วยยกท่อนซุงเหล่านั้นออก

ใบหน้าของเขาโชกเลือด ข้าคุกเข่าลง แล้วเอาชายเสื้อเช็ดแผลลึกตรงหน้าผาก

พักหนึ่ง เขาก็เริ่มขยับตัว พึมพำเบาๆ

หญิงผู้อารี จากแผงขายผลไม้ข้างทาง เอาน้ำมาเหยือกหนึ่ง เราช่วยกันเอาผ้า

ชุบน้ำเช็ดหน้า จนเปลือกตาของเขาขยับไหว แล้วลืมขึ้น

จากนั้น เขาก็ยันกายลุกขึ้นนั่ง

เขายิ้มให้ข้าอย่างเคอะเขิน พลางก็ยกมือขึ้นขยี้ขม่อมตัวเอง

ข้าจ้องมองมัดกล้ามอันทรงพลังของเขา ขยับไหวเป็นระลอก ท่ามกลางแดด

จ้าด้วยความประหลาดใจ

“พวกนั้นบอกว่า ขาไม่มีทางแบกได้ถึงเจ็ดท่อน” เขาเอ่ยด้วยเสียงละห้อย

“อะไรนะ?”

“พวกที่โรงไม้น่ะ” เขาตอบ “พวกนั้นบอกว่า ไม่มีใครโดยเฉพาะที่ตัวเล็ก

ขนาดข้า แบกซุงพวกนี้ได้ที่เดียวเจ็ดท่อน แต่ข้าไม่เชื่อ คนเราจะรู้ได้อย่างไรว่า

ตนเองจะกระทำสิ่งใดสำเร็จ ลุล่วงไปหรือไม่ เว้นแต่ว่า ลองพยายามดู ใช่หรือไม่?”

untitled-12เขาลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคงนัก ข้าพยายามกลั้นหัวเรอะอย่างสุดความสามารถ

ถ้าหาชุดเหมาะๆ ให้แต่งละก้อ หมอนี่จะกลายเป็นตัวตลกที่สมบูรณ์แบบ ในคณะ

ละครเร่คณะใดคณะหนึ่ง ที่ตระเวนแสดงผ่านเมืองเราเนืองๆ ได้อย่างสบายเลยที

เดียว

ทั้งตัว ดูเหมือนจะมีแต่หัว บ่า และแขน เท่านั้นเอง เตี้ยจนชายเสื้อยาวระกับพื้น

ปกปิดกายท่อนล่างไว้สิ้น สูงไม่เกินกว่าเด็กอายุเจ็ด หรือแปดขวบ ถึง แม้ว่าเขาจะมีอายุ

อย่างน้อยก็สิบหกปี เท่าข้า

เขาขยับเข้ามาใกล้ ทาบมือแข็งแรงทั้งสอง ลงกับอกข้า เงยขึ้นมองด้วยนัยน์

ตากลมโตสีน้ำตาล เปี่ยมด้วยความสำนึกในบุญคุณ แล้วเอ่ยดัวยเสียงทุ้มกังวานว่า

“ขอบใจท่านมาก เพื่อนข้า ขอให้พระเป็นเจ้าจงสถิตอยู่กับท่าน”

ข้าพยักหน้า แล้วเดินจากไป สักยี่สิบก้าว เห็นจะได้ ที่ความสนเท่ห์ในแกม

อยากรู้ ทำให้หันกลับไปมอง

และเมื่อทำดังนั้นแล้ว ข้าก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง

มนุษย์วิกลผู้นั้น เริ่มเก็บท่อนซุงมาตั้งซ้อนกันเพื่อจะแบกขึ้นบ่าอีกครั้งหนึ่ง

ไอ้โง่!

ข้าวิ่งกลับไปหาเขาด้วยสาเหตุที่ข้าเองก็ไม่มีวันเข้าใจ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“มิตรแปลกหน้า ท่านคงไม่พยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นี่อีกนะ ใช่มั๊ย?”

เขาโยนท่อนซุงท่อนที่เจ็ด อันเป็นท่อนสุดท้าย ลงบนตั้งแล้วยกมือขึ้นเท้าสะเอว

พิจารณาดูข้าอยู่ครู่ใหญ่

“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” เขาพูดอย่างนุ่มนวล “เว้นแต่ว่า เราจะลงความเห็น

ว่าเป็นเช่นนั้น”

ข้าลังเล แล้วก็ได้ยินตัวเองกล่าวว่า

“ให้ข้าช่วยเถอะ ข้าไม่มีอะไรทำ เอาเชือกนั่นมามัดหัวท้าย แล้วเราถือกัน

ไปคนละข้าง”

เขาอ้าปาก ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ก็เปล่า หลังจากมัดท่อนซุง

แน่นหนาดีแล้ว เขาก็ยกหัว ข้าหามท้ายหอบหิ้วกันไป โดยข้าต้องร้องขอให้หยุดพัง

หลายครั้ง จนถึงชานเมือง

ที่นั่น เราสองคน ช่วยกันตั้งร้านขายของริมทางร้านแรกของเขาขึ้น ข้างทาง

ไปสู่ ฟาเซลิส

ที่ตรงนั้น ภายในระยะเวลาหลายเดือนต่อมา เราขายสินค้าเพียงประการเดียว

คือ มะเดื่อผลใหญ่ ชุ่มฉ่ำ ที่ข้าและซัคเคอุส ช่วยกันเก็บจากสวนในที่ดินผืนเล็กๆ

ที่เขาซื้อเป็นของตัวเอง ด้วยเงินที่อดออมจากการทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ มาเป็นเวลา

ห้าปีเต็ม

ซัคเค�ุส กับ โจเซฟเป็นเวลาครึ่งศตวรรษ และมากกว่านั้นอีก นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราไม่เคยห่าง

จากกันเลย พร้อมเสนอที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้อื่น ที่ต้องการความช่วยเหลือ

เพื่อนแท้ มิได้พบกันโดยบังเอิญ พวกเขาต่างเป็นของขวัญที่พระเป็นเจ้า

ประทานมา

Advertisements
%d bloggers like this: